หน้าแรก การเมือง เหตุสำคัญของ การสละราชสมบัติ ของ ร.7 (ตอน2)

เหตุสำคัญของ การสละราชสมบัติ ของ ร.7 (ตอน2)

น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ

ในตอนที่ผ่านมา ได้นำพระราชบันทึกของล้นเกล้าฯ ร.7 เกี่ยวกับเรื่องที่ทรงไม่เห็นด้วยกับบทบัญญัติบางข้อของรัฐธรรมนูญที่คณะทหารที่ยึดอำนาจเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาเป็นระบอบประชาธิปไตยเสนอมาเพื่อให้ทรงลงพระปรมาภิไธยประกาศใช้ โดยในพระราชบันทึกดังกล่าวมีอยู่ด้วยกันหลายข้อนั้น วันนี้มาว่ากันต่อไปในข้อที่ 2 เกี่ยวกับเรื่องรัฐธรรมนูญฉบับนั้น

2. การที่ข้าพเจ้าขอร้องให้มีการเปลี่ยนแปลงไม่ใช่เพราะข้าพเจ้าต้องการอำนาจ ข้าพเจ้าเบื่อหน่ายการเมืองเต็มที่ แต่เป็นเพราะข้อที่ข้าพเจ้าขอร้องดังที่ได้กล่าวมานั้นเป็นข้อที่ที่ทำให้คนไม่พอใจในรัฐธรรมนูญ จะทำให้ข้าพเจ้าเป็นผู้ที่จะต้องรับบาปความซัดทอดและรับผิดชอบโดยไม่มีอำนาจเลย จะเหนี่ยวรั้งการกระทำของรัฐบาลหรือสภาฯมิได้เลย ถ้ารัฐบาลทำอะไรที่ไม่ถูกใจประชาชน ข้าพเจ้าก็ถูกติเตียนว่า “ทำไมปล่อยให้ทำไปได้ ทำไมไม่ห้าม” ซึ่งเป็นของที่น่ารำคาญเต็มทน และบางครั้งหนังสือพิมพ์ที่สนับสนุนรัฐบาลก็ชอบพูดซัดทอดด้วย เช่น “ทรงเห็นด้วยและทรงยอมแล้ว” ถ้าปล่อยให้เป็นอย่างนี้ย่อมมีเสียงอยู่ได้เสมอว่าการปกครองที่เป็นอยู่เดี๋ยวนี้เป็นเผด็จการทางอ้อมไม่ใช่ “ประชาธิปไตย” จริงๆ เลย

3.ข้าพเจ้ายินยอมลงนามในรัฐธรรมนูญตามที่เสนอมานั้น แท้จริงข้าพเจ้าไม่ได้เห็นด้วยมาแต่ต้นและได้คัดค้านอยู่ตลอดเวลาแต่ไม่เป็นผลจึงได้จำใจยอมไป ข้าพเจ้าเห็นว่าไม่ควรทำอะไรครึ่งๆ กลางๆ การกระทำอะไรครึ่งๆ กลางๆ ข้าพเจ้าไม่ชอบ ต่อไปนี้ข้าพเจ้าขอให้รัฐบาลทำการตามหลักการของรัฐธรรมนูญจริงๆ คือ

ก.ให้เสรีภาพในการพูด การเขียน การโฆษณาจริงๆ แต่ที่เป็นมาแล้ว หนังสือพิมพ์ที่พูดอะไรไม่เป็นที่พอใจของรัฐบาลก็ถูกปิด หนังสือพิมพ์ที่คัดค้านนโยบายของรัฐบาลต้องเลิกล้ม เช่น หนังสือพิมพ์เดลิเมล์ เป็นต้น ต่อไปขอให้อนุญาตให้หนังสือพิมพ์ออกความเห็นได้จริงๆ และให้ติชมนโยบายของรัฐบาลได้จริงๆ จะถูกปิดต่อเมื่อยุยงให้เกิดการจลาจลอย่างชัดๆ เท่านั้น เมื่อก่อนมีรัฐธรรมนูญนั้นหนังสือพิมพ์มีเสรีภาพกว่าเดี๋ยวนี้เป็นอันมาก ขอให้เลิกจับกุมราษฎรโดยหาว่า “กล่าวร้ายรัฐบาล”

ข.ให้เสรีภาพในการประชุมโดยเปิดเผยและการตั้งสมาคม เวลานี้ยังตั้งสมาคมการเมืองไม่ได้ ควรอนุญาตให้ตั้งได้ถ้าวัตถุประสงค์ไม่ขัดกับรัฐธรรมนูญ และต้องไม่ไห้ทหารบก ทหารเรือ และตำรวจประจำการเป็นสมาชิกสมาคมการเมือง การประชุมนั้นเคยมีเรื่องแปลกๆ เช่น บุคคลบางจำพวกจะชวนเพื่อนฝูงไปเลี้ยงกัน ก็ถูกตำรวจฟ้องและถูกห้ามจนเป็นการเกรงกลัวกันมาก เป็นการตัดเสรีภาพและตัดความสุขของประชาชน เห็นควรเลิกกระทำชนิดนี้

4.ขอให้ยกเลิกพระราชบัญญัติป้องกันรัฐธรรมนูญ เพราะพระราชบัญญัตินี้มีวิธีการที่ขัดกับหลักเสรีภาพในร่างกายของประชาชน เช่น บุคคลอาจถูกจับกุมเพราะมีข้อคิดว่า คิดจะทำลายรัฐธรรมนูญ แล้วถูกนำตัวขึ้นให้คณะกรรมการที่ไม่ใช่ศาลพิจารณา และคณะกรรมการนั้นอาจสั่งให้เนรเทศบุคคลเหล่านั้นไปอยู่ในที่มีเขตจำกัด การกระทำเช่นนี้เป็นการตัดสิทธิ์ของพลเมืองในการที่จะต่อสู้ข้อหาของเจ้าหน้าที่ ถ้ามีเหตุที่ต้องจะชำระ ควรชำระโดยเปิดเผยในศาลหลวง ให้โอกาสจำเลยมีทนายว่าความและต่อสู้ความได้เต็มที่ ไม่ใช่ตัดสินกันอย่างงุบงิบ ซึ่งทำให้เห็นว่ารัฐบาลอาจขาดความยุติธรรม

5.ข้าพเจ้าเชื่อว่าความสงบราบคาบในบ้านเมืองจะมีมากขึ้น ถ้าหากได้มีการให้อภัยแก่นักโทษการเมืองที่ต้องถูกกักขังจำจอง หรือถูกลงโทษด้วยวิธีอื่นๆ อยู่ในเวลานี้ ถ้ายังไม่ปล่อยนักโทษการเมืองกันเสียบ้าง คงจะมีผู้ที่คิดจะยึดอำนาจเพื่อให้พวกนักโทษเหล่านั้นได้พ้นจากทุกข์เวทนา ยิ่งทิ้งไว้บานไปก็จะต้องจับขังกันเป็นจำนวนมากขึ้นทุกที เพราะฉะนั้นขอให้มีการให้อภัยโทษแก่นักโทษการเมืองดังต่อไปนี้

ก.นักโทษประหารชีวิต ให้เปลี่ยนโทษเป็นเนรเทศไปอยู่ที่จำกัดตามแต่จะกำหนดเป็นเวลา 10 ปี (เอาบุตรภรรยาไปอยู่ด้วยก็ได้)

ข.นักโทษจำคุกตลอดชีวิตให้ลดโทษเป็นอย่างเดียวกับข้างบนนี้ แต่ให้มีกำหนดเพียง 5 ปี

ทั้งสองประเภทนี้ ถ้าผู้ใดเจ็บป่วยและแพทย์อันมีชื่อเสียงแนะนำให้รักษาตัว ณ ที่ใดแล้ว ขอให้ผ่อนผันให้รักษาตัวได้ตามคำแนะนำแพทย์

ค.นักโทษอื่นๆ ที่มีโทษต่ำกว่าที่กล่าวมาแล้ว ไม่ว่าประเภทใดและไม่ว่าถูกจับกุมไปในคราวใด ถ้าเนื่องจากโทษการเมืองให้พ้นโทษไปสิ้น

6.ข้าราชการที่ถูกปลดจากราชการโดยฐานถูกสงสัยว่าจะมีความผิดทางการเมืองก็ดี หรือที่ถูกกล่าวหาว่า “กล่าวร้ายรัฐบาล” และถูกลงโทษไปแล้วก็ดี แต่ถูกตัดสิทธิ์ในการรับเบี้ยบำเหน็จบำนาญ ขอให้เขาได้กลับได้รับบำเหน็จบำนาญตามที่เขามีเกณฑ์จะได้ในวันที่ถูกปลดนั้น

7.ข้าราชการที่ยังถูกสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับกบฏครั้งใดๆ ก็ตาม และที่กำลังจะฟ้องหรือดำริจะฟ้อง ขอให้งดการฟ้องร้องจับกุมนั้นเสีย

8.ขอให้รัฐบาลและสภาผู้แทนราษฎรให้คำมั่นเป็นลายลักษณ์อักษรแก่ข้าพเจ้าว่า จะไม่ตัดกำลังและตัดงบประมาณของทหารรักษาวังให้น้อยกว่าเท่าที่มีอยู่ในเวลานี้ เว้นแต่ข้าพเจ้าจะขอร้องเอง และจะคงให้ทหารรักษาวังอยู่ในฐานะที่เป็นอยู่ ณ บัดนี้โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลง

พระราชบันทึกของล้นเกล้าฯ ร.7 ดังกล่าวนี้ได้ส่งให้รัฐบาลในขณะนั้นเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม พ.ศ.2477 พระยาพหลฯ นายกรัฐมนตรีได้นำเข้าสู่ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรวันที่ 31 มกราคม พ.ศ.2477 (สมัยนั้นยังใช้วันปีใหม่ไทยเป็นเดือนเมษายน) ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม มีสมาชิกสภาเข้าประชุม 140 คน มีการอภิปรายถกเถียงกันจนถึงเวลา 23.30 น. ก็ปิดอภิปรายและลงมติ

ผลการลงมติปรากฏว่า “ไม่เห็นชอบ 96 เสียง” และ “เห็นชอบ 8 เสียง” ซึ่งเป็นอันว่าพระราชบันทึกความประสงค์ของ ล้นเกล้าฯ ร.7 ดังกล่าวต้องตกไป เป็นสัญญาณที่บอกให้รู้ว่าเกลียวสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลและสภาผู้แทนราษฎรในสมัยนั้นได้ขาดสะบั้นลงแล้ว

ที่มา http://chaoprayanews.com/blog/article/2014/12/09/%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%95%E0%B8%B8%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%84%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AA%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%AA/

ติดตามข่าวด่วน เกาะกระแสข่าวดัง บน Facebook คลิกที่นี่!!