หน้าแรก การเมือง ทักษิณ ป้ายสี คนในวัง-องคมนตรี ทหารทำปฏิวัติ ประยุทธ์ โต้ คิดเองวันเดียว ไม่มีใครสั่ง

ทักษิณ ป้ายสี คนในวัง-องคมนตรี ทหารทำปฏิวัติ ประยุทธ์ โต้ คิดเองวันเดียว ไม่มีใครสั่ง

“ทักษิณ”ป้ายสี “คนในวัง-องคมนตรี”ร่วมมือสุเทพ-ทหารทำปฏิวัติ(มีคลิป)

เมื่อเช้าวันที่ 22 พฤษภาคม เพจเฟซบุ๊ก “หยุดดัดจริตประเทศไทย”มีการเผยแพร่คลิปคำให้สัมภาษณ์ของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมตรี ที่ประเทศเทศเกาหลีใต้ โดยมีการพาดพิงหลายฝ่ายร่วมมือกันยึดอำนาจรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตาร

คำให้สัมภาษณ์ในคลิป พ.ต.ท.ทักษิณ ระบุว่า “คือ ประเทศไทยนี่ ตราบใดที่เขาปล่อยให้ทำงาน ก็ยังมีอำนาจ แต่ถ้าไม่ปล่อยให้ทำงานก็ไม่มีอำนาจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งองคมนตรีทั้งหลาย ก็เที่ยวนี้ก็….. ทหารก็จะฟังองคมนตรี เพราะตอนที่เขาไม่ต้องการให้เราอยู่ เขาก็ให้สุเทพออกมา และให้ทหารเข้ามาช่วย และก็มีพวกบางคนจากในวังมาช่วย เลยทำให้เราไม่มีอำนาจอะไร ผมก็เลยคุยกับนายกฯ ปูว่าเหตุการณ์เหมือนที่พี่โดนมา

ทหารเขาอาจจะชื่นชอบประชาธิปไตยแบบพม่า ที่พม่าเลิกแล้ว แต่เค้าชอบอย่างนั้นไง เราไม่รู้ ผมก็ยังตำหนิเค้าไป เขาก็ยังอายุน้อย เขาคงโกรธ …ที่ปฏิวัติแบบนี้ เขาก็คงโกรธว่าประเทศไทยมาดีๆแล้ว…..แต่เขาคงโกรธนะ …..เราเป็นครอบครัวสาธารณะ จะพูดอะไรต้องระมัดระวัง”

ประยุทธ์’โต้’ทักษิณ’รัฐประหารคิดเองวันเดียว ยันไม่มีใครสั่ง

“ประยุทธ์” เผยรู้สึก1ปี คสช. เป็นเวลาที่นาน เพราะทำงานไม่หยุด โต้ “ทักษิณ” รัฐประหารคิดเองวันเดียว ยอมเสี่ยงตายไม่มีใครสั่ง แนะกลับไทยสู้คดี

ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) กล่าวถึงการครบรอบ 1 ปี การทำงานของคสช. ว่า มีความรู้สึกว่า 1 ปี ทำไมถึงนาน เพราะทำงานไม่ได้หยุด แต่สิ่งหนึ่งที่รู้สึกคือ การแก้ปัญหาในจุดโครงสร้างกับการวางรากฐานที่ชัดเจน และเป็นห่วงกังวลภายในว่าจะไปยังไงต่อ แต่ไม่ใช่เรื่องของเราเพราะได้ทำไว้ให้แล้ว มาดูแลทุกข์ สุข ให้ วางพื้นฐานไว้ให้ ส่วนอนาคตก็เป็นเรื่องของอนาคต เราอย่าไปกะเกณฑ์อะไรมากนักเลย ขึ้นอยู่กับว่าประชาชนต้องการอะไร ซึ่งคิดว่าทุกคนต้องการสิ่งที่ดีที่สุด ต้องการให้ประเทศชาติเดินหน้าไปได้ มีความทัดเทียมประเทศอื่นๆ ลดความขัดแย้งที่มีมาไม่ให้เกิดขึ้นอีก เหล่านี้เป็นความหวังของตน ซึ่งก็เหมือนกับทุกๆคน อยากให้ทุกคนอยู่ดีกินดี ทำให้คนมีรายได้น้อย มีรายได้เพิ่มขึ้น จะได้ไม่ต้องมาสิ้นเปลือง เงินทอง ที่จะต้องมาอุดหนุนตรงนั้น ตรงนี้ เยอะแยะไปหมด

ผู้สื่อข่าวถามว่าพอใจการทำงานใน 1 ปีที่ผ่านมาหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า พอใจเท่าที่ทำได้ บางอย่างที่ทำยังไม่สำเร็จก็ยังไม่พอใจ จะพอใจทั้งหมดได้อย่างไร สมมุติว่ามีร้อยเรื่องทำไปได้สามสิบเรื่อง มันก็พอใจในสามสิบเรื่องที่มีความก้าวหน้า อย่างไรก็ตามมันยังมีความขัดแย้ง สิ่งใดก็ตามที่เป็นการเปลี่ยนแปลง หรือแตกต่างคนจะยอมรับไม่ได้ หลายเรื่องที่คิดใหม่ทำใหม่ย่อมมีผลกระทบ ทั้งมากและน้อย ถ้าไม่กระทบเลยคงไม่มี เพราะวันนี้เริ่มมาจากกฎหมายที่ไม่บังคับใช้อย่างเต็มรูปแบบ ในทางที่ถูกต้อง เจ้าหน้าที่มีปัญหา สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่กังวล ขณะเดียวกันหลายคนก็คาดหวังกับรัฐธรรมนูญ กฎหมาย แต่ตนอยากเพิ่มสักนิด เพราะทุกอย่างยุ่งเพราะคน แม้จะเขียนกฎหมายอย่างไร หรือเจ้าหน้าที่จะเข้มแข็งอย่างไร ถ้าคนไม่เคารพ นับถือ ไม่ยึดมั่นในกฎหมายกันเลย อย่างไรก็ไปไม่ได้ ตนจึงกังวลในข้อนี้มาก

เมื่อถามว่าที่นายกฯ เปรียบเทียบว่าการทำงาน 1 ปีที่ผ่านมาเป็นเพียงหนังตัวอย่างแล้วคาดหวังกับผู้สร้างหนังจริงที่จะเข้ามาอย่างไร พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า เป็นความคาดหวังของทุกคน แต่ถ้าตนหวังแล้วจะเป็นไปได้หรือไม่ เพราะตนไม่ได้เป็นคนเลือกเขามาทั้งหมดเป็นเรื่องของคนทุกคนที่ต้องเลือกเขาเข้ามาด้วยกระบวนการทางประชาธิปไตยที่พวกท่านต้องการ ประชาธิปไตยแบบสมบูรณ์ ดังนั้นต้องไปเลือกคนดีๆเข้ามาจะอยู่ตรงไหนบ้างตนก็ยังไม่รู้ ซึ่งก็มีเยอะแยะ ต้องเลือกมา บางคนบอกว่าไม่อยากเข้ามาทางการเมืองเพราะไม่ชอบ ก็ไม่เข้า ถามว่าจะไปเลือกตั้งหรือไม่ ก็ไม่ไป เพราะไม่ชอบนักการเมือง คือไม่ชอบอะไรสักอย่าง ติติงไปเรื่อย ถ้าทุกคนร่วมมือกัน ถ้ามีการเลือกตั้งจะมากันทั้งประเทศได้หรือไม่ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งกว่า 40 ล้านคน มาพร้อมกันเลย ชะตากรรมประเทศอยู่กับมือท่านทุกคน ไม่ใช่แบ่งพวกนี้พวกนู้น ก็มีแต่ 2 พวก คนตรงกลางต้องออกมาเยอะๆ ให้เกิดความสมดุลให้ได้ ไม่เช่นนั้นก็จะอยู่อย่างนี้ ออกมาเลือกกันแค่ 10-12 ล้าน ความขัดแย้งก็ยังอยู่กับกลุ่มเดิมๆ

เมื่อถามถึงกรณีที่นายกฯให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวซีเอ็นเอ็นระบุว่าจะมีการเลือกตั้งภายในเดือนส.ค.59 พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ตนพูดถึงกระบวนการที่มีอยู่ โดยบอกว่าปกติแล้วจะเป็นช่วงต้นปี หากมีการทำประชามติ ตนก็ไล่ไปอีก 3 เดือน บวกกับกระบวนการออกกฎหมายลูกที่ตั้งไว้เดิม ซึ่งฝ่ายกฎหมายเป็นคนตั้งไม่ใช่ตนตั้งเอง โดยนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ชี้แจง ตนก็จำตัวเลขแบบนั้นมา ตอนนี้ไม่มีเร็วสุดช้าสุดในเรื่องการเลือกตั้ง ไปไล่ลำดับขั้นตอนกันเอง อยู่ที่ว่าการทำประชามติจะผ่านหรือไม่ แต่ถ้าผ่านก็จะเริ่มกระบวนการทำกฎหมายลูก แต่ถ้าไม่มีการทำประชามติ ต้นปี 2559 รัฐธรรมนูญ ก็ออกแล้ว ตอนนี้อย่าเพิ่งมองว่าประชามติไม่ผ่านแล้วจะทำอย่างไรต่อไป ต้องมองว่าสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) จะมีมติเห็นชอบหรือไม่ก่อน ถ้าไม่ผ่านกฎหมายเขียนไว้ว่าอย่างไรก็ร่างใหม่ ซึ่งตนก็เสียดายเวลา แต่มันก็แล้วแต่

เมื่อถามว่าหมายความว่านายกฯ จะต้องอยู่รักษาการต่อไป พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ตนอยู่เพราะอะไร อยู่เพราะอยากอยู่หรือเปล่า ไปดู ต้องพูดอธิบายให้ถูก ไม่ใช่อยากจะยืดแล้วทำประชามติ ในความคิดตนทำความดีแทบตาย ถ้าไม่ดีตนไม่ทำอยู่แล้ว ไม่เข้ามาอยู่หรอก ทำอยู่นี่ อดทนทุกอย่าง ต่อคำบ่นว่า กลับกลายเป็นว่าถ้ามันไม่ผ่านตนต้องรับผิดชอบอีก แล้วจะตั้งสปช. มาทำไม และสปช.ก็ตั้งมาจากหลายอาชีพ ทั้ง 77 จังหวัด มีทุกสีไปดูรายชื่อก็รู้อยู่ ตนคิดคาดหวังแต่เพียงว่า การเอาคนทุกจังหวัด ทุกประเภทมา โดยไม่จำกัดว่าเป็นสีใด เขาน่าจะปรองดองกันได้ เมื่อปรองดองได้ ก็จะร่างรัฐธรรมนูญ ที่ทุกคนยอมรับได้ออกมา แต่ปรากฏว่าทุกคนไม่ได้คิดจะเปลี่ยนแปลงอะไรเลย ยังมุ่งมั่นฝ่ายหนึ่งจะเอาแบบเดิม อีกฝ่ายหนึ่งเป็นห่วงเป็นใยบ้านเมืองเพราะต้องการให้มีการเปลี่ยนแปลง แล้วก็ตกลงกันไม่ได้ มันก็ต้องเข้าไปอยู่ในรัฐธรรมนูญ โดยมีความคิดเห็นของสองฝ่ายเข้าไป ตนถามว่าข้างในรับกันได้หรือยัง ถ้ายังรับไม่ได้ แล้วการทำประชามติไม่ผ่านจะทำกันอย่างไร ก็ต้องไปร่างรัฐธรรมนูญกันใหม่ ไม่ใช่ผมที่เป็นคนยืดเวลาขอต่ออยู่ในอำนาจ ตนบอกหลายครั้งแล้วว่าไม่ต้องการอำนาจ แค่ต้องการอำนาจในการดูแลประชาชน ประเทศชาติ ให้สงบสุขและวางอนาคต นั่นคืออำนาจของตน

“และผมไม่ได้มีอำนาจเพื่อผลประโยชน์ อย่างที่กล่าวหาว่าทหารมีอำนาจ หรือเป็นฝ่ายอำมาตย์ อำนาจเก่า อำนาจใหม่ หรือกลุ่มทุน มันอะไรกัน อย่ามองแบบนั้น มันไม่ใช่ภาพยนตร์ ที่เป็นเรื่องกลุ่มอำนาจ มาเฟีย ผลประโยชน์ กลุ่มอัลคาโปน มันไม่ใช่ นี่ประเทศชาตินะ และผมเป็นทหาร วันนี้พูดเสียเลย เดี๋ยวสื่อก็ถามอยู่ดี ไอ้เรื่องนั้นผมบอกแล้ว ท่านจะพูดอะไรก็ปล่อยท่านไปเถอะ ผมคิดว่าถ้าคนในประเทศยังติดตาม เฝ้าฟังอยู่ ยังวิพากษ์วิจารณ์กันต่อไป ผมคิดว่าไม่มีจบ ก้าวข้ามความขัดแย้งตรงนี้ไม่ได้เลย มันก็จะไปทำให้อีกกลุ่มหนึ่ง อีกพวกไม่ว่าจะเป็นใครก็แล้วแต่ที่จะหวังให้บ้านเมืองไม่สงบสุข คุกรุ่นขึ้นมาอีก ผมถามคำเดียว ถ้าท่านกลับมาประเทศไทย มาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ท่านมาได้หรือไม่เล่า ถ้าท่านไม่มา ท่านก็จะอยู่ในกลุ่มผู้ที่ถูกกล่าวหาเหมือนทุกคนที่อยู่นอกประเทศ ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดกฎหมายทั้งสิ้น” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอีกว่า หากจะมาบอกว่าไม่เป็นธรรม ไม่ยุติธรรมก็ให้กลับมา คราวนี้ตนให้ความเป็นธรรมทั้งหมด จะเห็นได้ว่าคดีความที่มีอยู่ก็ทยอยเข้าสู่กระบวนการ หน้าที่ของตนคือการนำทุกคนที่ถูกกล่าวหาเข้ามาสู่กระบวนการยุติธรรม แต่จะตัดสินออกมาอย่างไรเป็นเรื่องของกระบวนการยุติธรรม ซึ่งตนไม่ได้ไปชี้เพราะถ้าชี้ เดี๋ยวก็ยุ่งอีก กล่าวหาว่าไปรังแกกัน

“เชื่อผมเรื่องการปฏิวัติรัฐประหาร ผมขอเปิดใจอีกครั้งว่าไม่มีใครสั่งผมได้ เพราะชีวิตผมเข้าใจหรือยัง คนเป็นหัวหน้ามีชีวิตและใช้ความรับผิดชอบและตัดสินใจเอง ไม่มีใครมาสั่งการ เหมือนกับจะสั่งให้ผมไปตาย ถ้ามีคนสั่งให้คุณไปตาย คุณไปกันหรือไม่ล่ะ ทหารเขาสั่งได้ สั่งลูกน้องถึงจะไป ผมต้องเป็นตัวอย่างให้เขาในการเข้าทำการสู้รบ ใช้ในเรื่องการสู้รบเพียงอย่างเดียว แต่ถ้าจะสั่งให้ไปตาย ไปติดคุกผมไม่ทำ ผมทำของผมเองเพราะเห็นว่าประเทศชาติและประชาชนมีอันตรายอย่างร้ายแรงอยู่ ผมจึงตัดสินใจทำของผมคนเดียว ผมไม่ได้พูดเท็จ ผมตัดสินใจคนเดียว แม้แต่ครอบครัวก็ไม่มีใครรู้ ทุกคนก็เดากันไปมา แต่ผมตัดสินใจวันนั้น เดี๋ยวนั้น นั่นคือตัวผม เมื่อคิดว่ามันไปไม่ได้แล้ว ผมยอมรับว่าผมทำผิด แต่ถามว่าถ้าหากผมปล่อยวันนั้นไป มันจะมีวันนี้ไหม บ้านเมืองอาจจะล่มสลายไปแล้วก็ได้นะ ถ้ามองในแง่ร้ายและอีกอย่างหนึ่งบ้านเมืองจะไปกันอย่างไร รัฐบาลยังอยู่มีทหาร ตำรวจคอยดูแลรักษาความปลอดภัยและก็มีม็อบใช้อาวุธกันยิงไปมาใส่กัน ถ้าหากแก้ปัญหาไม่ได้ เจ็บตายกันไปทุกวัน” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ การค้าการลงทุนก็ทำไม่ได้ นักธุรกิจก็จะอพยพหนีกันไปหมด การจราจรไปไหนก็ไม่ได้ รวมทั้งยังมีปัญหาในเรื่องเสถียรภาพ ความมั่นคง ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน อีกทั้งรัฐบาลที่ไม่มีอำนาจเต็มมันทำอะไรไม่ได้ อนุมัติงบประมาณจำนวนมากๆ ก็ทำไม่ได้ ใช้จ่ายอะไรก็ไม่ได้ หรือแม้แต่จะกู้เงินก็ทำไม่ได้ งบประมาณปี 2558 ใช้ไปได้เพียงประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ การขับเคลื่อนแผนงานโครงการต่างๆ ก็ทำไม่ได้ รัฐบาลนี้เข้ามาก็ดำเนินการโดยสามารถใช้ได้ โดยวิธีการผูกพันงบประมาณและตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2558 ตนถามว่าถ้าวันนั้น ปัญหาทุกอย่างยังมีอยู่แล้ว ตนเกษียณออกมาแล้วจะเกิดอะไรขึ้น ใครจะทำงานและดูแลเพราะกฎหมายเขียนล็อคทุกอย่างไว้หมดแล้ว โดยเฉพาะระเบียบการใช้จ่ายงบประมาณ ใครจะสามารถปลดล็อคได้ ก็มีเพียงกฎอัยการศึกอย่างเดียวที่จะสามารถปลดล็อคได้ ตนก็เอาตัวเข้ามาเสี่ยง ทั้งๆ ที่ไม่ใช่เรื่องของตนเลย ตนควรจะเกษียณอายุไปด้วยความสบายใจและมอบภาระความรับผิดชอบให้กับคนรุ่นหลังทำงานต่อไป แต่เหตุการณ์มันรอไม่ได้ จึงต้องตัดสินใจ ขอร้องว่าอย่าไปโทษใคร เรื่องอะไรก็ตามที่เป็นความเป็นความตายมันสั่งกันไม่ได้
ผู้สื่อข่าวถามว่า ไม่เกินคาดใช่หรือไม่ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ จะออกมาพูดแบบนี้ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ท่านเป็นคนแบบนั้นอยู่แล้ว ท่านก็พูดไป

เมื่อถามต่อว่า แต่มีการพาดพิงถึงองคมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ก็ไม่รู้ ท่านองคมนตรีเองคงไม่ค่อยสบายใจ แต่คิดว่าท่านเป็นผู้ใหญ่กันหมดแล้วท่านก็คงไม่อยากฟัง

เมื่อถามว่า การที่อดีตนายกรัฐมนตรีออกมาพูดเช่นนี้ มีความเป็นห่วงว่าจะเกิดผลกระทบอะไรหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า “ไปถามเขา ไปถามคนพูด แต่ทั้งหมดอยู่ที่สื่อจะทำให้ลุกลามบานปลายหรือไม่ จะเอาเรื่องเหล่านี้มาสร้างความขัดแย้งกันหรือเปล่า วันนี้จริงๆ แล้วคนส่วนใหญ่ก็ไม่รู้ ไม่ได้อ่าน ไม่ได้เห็น แต่สื่อก็ไปแพร่ข่าวกันออกมา มีการส่งต่อในโซเชียลมีเดียบ้าง บอกเล่าต่อๆ กันบ้าง ประโคมข่าวกันเข้าไปก็รู้กันทั้งเมือง ทั้งนั้นปัญหาจะสงบหรือไม่ก็อยู่ที่พวกเราทั้งนั้น วันนี้อย่าไปโทษใคร อย่าไปโทษคุณทักษิณ โทษคนไทยทุกคนนั่นแหละ ถ้ามันวุ่นวายเข้ามาอีก อย่าไปโทษคนอื่น
“ขอร้องว่าให้พอแล้ว อย่าไปโทษกันไปมา ผมเองก็จะพูดให้มันน้อยลง โดยเฉพาะเรื่องที่ผมชอบพูดว่ารัฐบาลที่แล้วทำอย่างนั้น อย่างนี้เพราะพูดมาปีหนึ่งแล้ว แต่ที่ผมต้องพูดเพราะเขาไม่หยุดพูด ถ้าเขาออกมาพูดบิดเบือนผมก็ไม่ยอม แต่ถ้าเขาหยุดพูด ผมก็หยุดพูด ไม่ไปละเมิดซึ่งกันและกัน โดยให้กฎหมายดำเนินการไปเท่านั้นเอง เราต้องเคารพกฎหมายกันบ้าง สมัยก่อนผมก็เคารพเขาเขาเป็นฝ่ายปกครอง ผมก็ถูกปกครองมาเหมือนกัน ระบอบประชาธิปไตยเป็นเช่นนี้ แต่เมื่อประชาธิปไตยไปไม่ได้ก็ต้องหยุดไว้ระยะหนึ่งมั้ง ทำให้ประเทศและคนอีก 70 ล้าน จะให้ทุกคนมาอดอยากปากแห้งกันหมดหรืออย่างไร จากเรื่องความขัดแย้งที่เป็นธรรมหรือไม่เป็นธรรมจากคนไม่กี่คน เราต้องคิดว่าประเทศชาติและประชาชนส่วนใหญ่จะอยู่กันตรงไหน” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า บางเรื่องที่ยังไม่พอใจเกี่ยวกับการทำงาน 1 ปีของ คสช.นั้นมีเรื่องอะไรบ้าง พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ตนพูดมาหลายครั้งแล้ว ซึ่งการทำงานจะต้องมีการวางแผน ทำไมไม่นำหลักการทางธุรกิจมาทำและนำแนวทางของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรวงให้ไว้มาริเริ่มการทำงานจึงต้องมี 3 ระยะ ระยะแรกคือต้องศึกษารายละเอียดว่าปัญหาอยู่ตรงไหน จากนั้นก็ต้องแก้ปัญหา ซึ่งวันนี้ตนได้ทำในระยะที่ 1 ไปแล้ว ทั้งจ่ายจำนำข้าวและเรื่องต่างๆ ระยะที่ 2 ก็นำงานแต่ละแท่งออกมาก็มีทั้งการขับเคลื่อนการบริหารงานปกติ สานงานต่อเนื่องของแต่ละกระทรวง ทบวง กรม อย่างเช่น ข้อตกลงสัญญาการค้าการลงทุนระหว่างประเทศ การปรับรูปแบบต่างๆ และก็มีการปฏิรูประบบราชการไปพลางๆ ด้วย บางอย่างที่ยังไม่มีกฎหมาย กฎระเบียบก็มาจัดระเบียบ บูรณาการงานร่วมกัน และบูรณาการเรื่องงบประมาณ ที่ผ่านมาก็พูดมาหมดแล้ว อย่างวานนี้ก็ใช้เวลาพูด 2 ชั่วโมง 16 นาที สิ่งที่เหลือจึงต้องไปรอระยะที่ 3 ใครจะมาทำงานต่อจากตนไม่ว่าจะเป็นเมื่อไหร่ก็มาทำต่อสิ่งที่ตนได้วางไว้ ตนจึงยังไม่พอใจในจุดนี้เพราะยังไม่เห็นความก้าวหน้าตามที่ตนได้วาดหวังไว้ เพราะคนเราต้องคิดถึงอนาคต ต้องมีการพัฒนาตัวเอง คนไทยมักไม่ค่อยมองอนาคต มองแต่ปัจจุบัน แก้ปัญหาเฉพาะหน้าอย่างเดียว

“การจะขับเคลื่อนประเทศชาติจะต้องฟังทุกคนและทุกมิติ ผิดบ้างถูกบ้าง ผมอาจจะรู้มากไม่เท่าบุคคลทั่วไป แต่ก็ขอให้มาบอกกัน ผมก็พร้อมที่จะแก้ให้ทั้งหมด อย่าง สนช. ก็ยังมีปัญหาเรื่องนั้น เรื่องนี้ ตนก็ขอให้ลดความขัดแย้งไปก่อนได้หรือไม่ ทำไมจะต้องโยนความรับผิดชอบให้ผมทั้งหมดไม่เข้าใจ ถ้าร่างรัฐธรรมนูญไม่สำเร็จ ไม่ผ่านก็มาโทษผม ถามว่าผมให้ใครร่างฯ ถ้าผมไปบังคับตั้งแต่แรกผมก็ผิดอีกก็ไม่รู้จะให้ยืนอยู่ตรงไหนแล้ว ให้ความเป็นธรรมกับผมหน่อยสิครับ สื่อก็ต้องเข้าใจไม่ใช่อะไรก็โยนกลับมาว่าเป็นเพราะ คสช.สั่ง ซึ่งไม่ใช่ แม้จะสั่งได้ก็ต้องใช้กำลัง อยากให้ใช้กำลังหรือไม่ ทำไมไม่หยุดความขัดแย้งลงไปให้ได้ ทุกเรื่องขัดแย้งกันหมด วันนี้พอเรื่องในประเทศจะเบาลงก็ไปล่อกันเรื่องต่างประเทศกันอีกแล้ว ก็ให้รู้ว่าตอนนี้กำลังคุยกันอยู่ มีการกำหนดบทบาทชัดเจนอย่างที่ไม่เคยเป็นมาในทุกๆ เรื่อง เขาก็พอใจ อะไรที่ไม่เกี่ยวกับเราก็อย่าไปยุ่งกับเขา ก็ให้ต้นทางเขาคุยกับปลายทาง ทำไมเราอยู่กลางทางต้องไปคุยกับเขาด้วย เราอยู่ตรงกลาง ถ้าเขาตกลงกันได้ เราก็พร้อมอำนวยความสะดวกดูแลมนุษยธรรม”พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า ในฐานะหัวหน้า คสช.มองหรือไม่ว่าจะต้องอยู่ดูแลประเทศไปอีกนานเท่าไหร่ ถึงปีหน้าเลยหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ไม่รู้ ทุกอย่างเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ถ้าเบื่อก็ให้บอกมา ถ้าคนทั้งประเทศไล่ตน ตนก็ไป แต่ถ้าคนส่วนใหญ่ไม่เบื่อ อยากให้อยู่ทำงานต่อต้องเห็นใจ สนับสนุนและให้ความร่วมมือกับตน อย่าไปให้ความสนใจกับเรื่องที่จบไปแล้ว
“อย่าไปตีราคากับอะไรที่มันผ่านไปแล้ว แต่ผมไม่ได้พูดถึงใคร เดี๋ยวจะหาว่าผมไปพูดว่าใครหรือไม่ให้ราคาใคร เกรงว่าสื่อจะจับไปเขียนจนอีกฝ่ายหนึ่งมาโกรธผมอีก ขอร้องว่าอย่าไปเอาอะไรที่ไม่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งในประเทศในขณะนี้มาเป็นสาระ วันนี้เราต้องช่วยกันแก้”

ผู้สื่อข่าวถามว่า ที่นายกฯ ปรารภว่าข้างนอกดูไม่แก่ แต่ข้างในแก่มากนั้น หมายถึงอย่างไร พล.อ.ประยุทธ์ ชี้แจงว่า ร่างกาย หน้าตาภายนอกยังดูยิ้มแย้มแจ่มใส แต่อวัยวะภายในต้องการพักผ่อนบ้างแล้ว เพราะทำงานมาตลอดไม่ได้พักจะให้สดชื่นทั้งกายและใจคงไม่ได้ หน้าตาอาจจะโอเคพอดูได้ แต่ภายในมันเหนื่อยมากแล้ว พูดมากๆ ก็เจ็บคอ ลมเข้าท้อง จนเจ็บท้อง เจ็บคอไปหมด ขอร้องสื่อว่าให้ถามเรื่องอื่นบ้าง อย่าถามแต่เรื่องความขัดแย้งเพียงอย่างเดียว

ติดตามข่าวด่วน เกาะกระแสข่าวดัง บน Facebook คลิกที่นี่!!