หน้าแรก การเมือง มหากาพย์ ฮุบท่อก๊าซ สมบัติชาติ

มหากาพย์ ฮุบท่อก๊าซ สมบัติชาติ

รสนา โตสิตระกูล

“มหากาพย์ฮุบท่อก๊าซ สมบัติชาติ”

การแปรรูป”ปตท.” ครัั้งประวัติศาสตร์ เมื่อปี2544 ในยุครัฐบาลทักษิณ เกิดขึ้นหลังจากพรรคไทยรักไทยจัดตั้งรัฐบาลเพียง9เดือนเศษ ทั้งที่เคยหาเสียงว่าหากได้เป็นรัฐบาลจะยกเลิก “กฎหมายขายชาติ 11ฉบับ ” ซึ่งหนึ่งในกฎหมายที่ถูกเรียกขานว่า’กฎหมายขายชาติ11ฉบับ’ คือพ.ร.บ ทุนรัฐวิสาหกิจ ที่ออกตามเงื่อนไขการกู้เงินIMF เพื่อแก้ปัญหาวิกฤติต้มยำกุ้ง ที่เป็นผลจากความไร้วินัยทางการเงินของภาคเอกชน แต่เป็นมรดกบาปที่ประชาชนทั้งประเทศต้องมาจ่ายหนี้แทนเอกชนที่ล้มบนฟูกทั้งหลาย

เมื่อพรรคไทยรักไทยได้เป็นรัฐบาล ทักษิณมองเห็นสำรับผลประโยชน์ที่จัดเตรียมขึ้นโดยกลุ่มสนับสนุนการแปรรูปรัฐวิสาหกิจตามแนวทางของมิลเลอร์ ฟรีดแมน ที่มีนางมาร์กาเรต แทตเชอร์เอาไปปฏิบัติจนประเทศอังกฤษย่อยยับจากนโยบายแปรรูปของรัฐบาลของเธอ หากใครติดตามข่าวตอนมรณกรรมของอดีตนายกฯหญิง
อังกฤษคนนี้เมื่อปีที่แล้ว จะเห็นน.ส.พ.ในอังกฤษหลายฉบับได้พาดหัวข่าวคำสัมภาษณ์ของคนอังกฤษที่พูดว่านางแม่มดชั่วร้ายได้ตายแล้ว ( The wicked witch is dead) ประชาชนออกมาจัดปาร์ตี้แสดงความยินดีกับการตายของเธอตามท้องถนนสวนกระแสการไว้ทุกข์ของรัฐบาล

ทักษิณมองเห็นสาธารณสมบัติอันอุดม จึงละทิ้งสัญญาประชาคมตอนหาเสียงเลือกตั้ง และเข้ามาชุบมือเปิบผลประโยชน์ต่อจากกลุ่มนิยมขายสมบัติชาติที่ตั้งสำรับไว้แล้ว ด้วยการแปรรูปปตท.เป็นลำดับแรกทันที
การแปรรูปในสายตานักเศรษฐศาสตร์ทุนนิยมกระแสหลักที่เน้นความโปร่งใสตรวจสอบได้ และเป็นผู้ได้รับรางวัลโนเบลเมื่อปี2544 อย่าง โจเซฟ สติกลิสต์ที่กล่าวอมตวาจาว่า
“การแปรรูปคือการคอรัปชั่น
( Privatization is Briberization ) เพียงการบอกขายสมบัติชาติในราคาต่ำกว่าราคาตลาด ก็จะสามารถฉกฉวยเอาทรัพย์สินมูลค่ามหาศาลเป็นของตนแทนที่จะปล่อยมันไว้ให้คนอื่นเข้ามาถลุง”

การแปรรูป “ปตท.”เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สะท้อนอมตวาจาของ
สติกลิสต์ นอกจากนี้เขายังเคยพูดถึงวิกฤติเศรษฐกิจแฮมเบอร์เกอร์เมื่อปี 2551ว่ารัฐบาลอเมริกันไม่ควรไปอุ้มกลุ่มทุนการเงินที่เป็นผู้สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างร้ายแรงให้กับสหรัฐอเมริกา และประชาคมเศรษฐกิจโลก เขาถามหาสิ่งที่เรียกว่าความรับผิดชอบ และการตรวจสอบได้ (Accountability) ของกลุ่มทุนการเงินเหล่านั้น และเรียกร้องให้คนพวกนั้นเป็นผู้ที่ต้องจ่ายให้กับความเสียหายที่เขาก่อขึ้น ไม่ใช่ให้รัฐบาลมาจ่าย และปล่อยคนเหล่านี้ลอยนวลไปพร้อมกับเงินก้อนใหญ่

สิ่งที่เกิดขึ้นกับประเทศไทยในวิกฤติเศรษฐกิจต้มยำกุ้งเมื่อ11ปีก่อนหน้าวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์นั้น ก็ไม่ต่างจากกลุ่มทุนการเงินชาวอเมริกัน คือนอกจากล้มบนฟูกแล้ว ยังตบตูดจากไปอย่างไม่ต้องรับผิดชอบอะไร ปล่อยให้ประชาชนรับกรรมใช้หนี้แทน แล้วยังนำปตท.ที่เป็นสาธารณสมบัติของชาติมาพยุงตลาดหลักทรัพย์ที่ซบเซาจากวิกฤติเศรษฐกิจในครั้งนั้น ที่มาจากความโลภและความไร้วินัยทางการเงินของสถาบันการเงินภาคเอกชน โดยคนเหล่านั้นหาได้มีจิตสำนึกความรับผิดชอบใดๆไม่

ปตท.จึงเป็นผลประโยชน์ก้อนใหญ่ที่กลุ่มทุนการเงินเอกชน และ กลุ่มทุนการเมืองอย่างทักษิณหมายปอง แต่จังหวะเวลามาตกเข้าทางของรัฐบาลทักษิณพอดี

เมื่อรัฐบาลต้องการแปรรูปปตท. ซึ่งทางคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ มีมติเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2544 ให้ปตท. ซึ่งคือการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยไปดำเนินการแยกกิจการท่อก๊าซธรรมชาติ ออกจากกิจการจัดหาและจำหน่ายก่อนแปรรูปเข้าตลาดหลักทรัพย์ “โดยให้ ปตท.ที่เป็นรัฐวิสาหกิจ100%ในขณะนั้นคงการถือหุ้นในกิจการนี้ร้อยละ 100”

มติดังกล่าว เป็นการมอบหมายให้การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย หรือ ปตท. ซึ่งจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย พ.ศ.2521 มีสถานะเป็นนิติบุคคลมหาชนและเป็นองค์การของรัฐซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อจัดทำกิจการของรัฐ โดยทุนทั้งหมดของ ปตท. ได้มาจากเงินและทรัพย์สินของรัฐ จึงมีมติให้ปตท.คงความเป็นผู้ครอบครองและดูแลระบบท่อส่งก๊าซต่อไป
แต่ทักษิณต้องการแปรรูปปตท.และเอาเข้าตลาดหลักทรัพย์ทันที จึงมีมติครม.ให้แปรรูปก่อนและจะแยกท่อก๊าซหลังการแปรรูป1ปี
แต่พอครบ1ปีรัฐมนตรีพลังงานในสมัยนั้น ก็กลับมติ โดยให้ยกเลิกมติเดิมที่ให้แยกท่อก๊าซภายใน1ปี และให้ปตท.เป็นผู้ซื้อก๊าซเพียงรายเดียว ( Single Buyer) อันเป็นการโอนย้ายอำนาจผูกขาดจากรัฐไปให้เอกชนซึ่งคือการยักยอกทรัพย์ของแผ่นดินครั้งที่1
หลังจากมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคและเครือข่ายร่วมกันฟ้องเพิกถอนการแปรรูปปตท.ต่อศาลปกครองสูงสุดในคำพิพากษาของศาลปกครองได้บรรยายอย่างชัดเจนว่าการแปรรูปโดยไม่ได้ทำตามเงื่อนไขในกฎหมายทุนรัฐวิสาหกิจที่กำหนดเงื่อนเวลาในการแยกทรัพย์สินที่ได้มาโดยอำนาจมหาชนและการไม่แบ่งแยกอำนาจรัฐออกจากปตท.ที่เป็นบริษัทเอกชนมหาชน โดยยังมีอำนาจเหมือนปตท.สมัยที่ยังเป็นรัฐวิสาหกิจที่ได้รับมอบอำนาจมหาชนตามกฎหมายจากสภานิติบัญญัตินั้นเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ศาลได้บรรยายในคำพิพากษาว่าเมื่อปตท.ได้เปลี่ยนสภาพจากการเป็นองค์กรมหาชนของรัฐไปเป็นองค์กรเอกชนมหาชนแล้ว จึงไม่ถือเป็นองคาพยพของรัฐอีกต่อไป แม้ว่ากระทรวงการคลังจะถือหุ้นใหญ่เกิน51% แต่ก็ไม่ได้ทำให้ปตท.มีสถานะกลับมาเป็นองค์กรมหาชนของรัฐอีกแต่อย่างใด

ปตท.จึงไม่สามารถครอบครองทรัพย์สินที่ได้มาด้วยอำนาจมหาชน(อำนาจรัฐ)ซึ่งเป็นสาธารณสมบัติเพื่อการใช้ร่วมกันของคนในชาติ และไม่สามารถใช้อำนาจรัฐได้อีก

อันที่จริงศาลมีความเห็นว่า การแปรรูปปตท.เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่เนื่องจากการแปรรูปปตท.ผ่านไปกว่า5ปีแล้ว ปตท.ได้ก่อนิติสัมพันธ์กับบุคคลภายนอกเป็นจำนวนมาก และมูลค่าปตท.ในตลาดหลักทรัพย์ขณะนั้นสูงถึง8.4แสนล้านบาท หากเพิกถอนการแปรรูปเกรงจะก่อให้เกิดความเสียหาย

ศาลปกครองได้อ้างพ.ร.บ กำกับกิจการพลังงานที่ออกในสมัยรัฐบาลพล.อ สุรยุทธ์ จุลานนท์ว่าเป็นการเยียวยาความเสียหายแล้ว จึงให้ยกคำร้องการเพิกถอนการแปรรูปปตท. แต่สั่งให้แบ่งแยกทรัพย์สินที่ได้มาโดยอำนาจมหาชนและทรัพย์สินที่มาจากการรอนสิทธิคืนให้กับรัฐ ทั้งหมดให้ดำเนินการให้เสร็จสิ้นก่อนมีคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน อีกทั้งไม่ให้ปตท.ใช้อำนาจรัฐอีก
แต่การคืนท่อก๊าซโดยรัฐมนตรีกระทรวงพลังงานในสมัยนั้นก็คืนเฉพาะท่อก๊าซบนบกที่มีการรอนสิทธิ ส่วนท่อส่งก๊าซในทะเลไม่ได้คืนตามคำพิพากษา และไม่ได้ปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรีในรัฐบาลพล.อ.สุรยุทธ์ ที่ได้มีมติ
มอบหมายให้สตง.เป็นผู้ตรวจสอบความถูกต้องในการคืนทรัพย์ทรัพย์สิน หากมีข้อโต้แย้งทางกฎหมายเรื่องทรัพย์สิน มติครม.ได้ระบุให้คณะกรรมการกฤษฎีกาเป็นผู้วินิจฉัย

แม้สตง.จะยืนยันตลอดมาว่าปตท.ยังไม่ได้คืนท่อส่งก๊าซในทะเลและอุปกรณ์ที่รวมกันเป็นระบบตามคำสั่งศาล แต่รัฐบาลในสมัยต่อมาก็ไม่ได้ให้คณะกรรมการกฤษฎีกาเข้ามาร่วมพิจารณา คงมีเพียงบมจ.ปตท.ซึ่งเป็นลูกหนี้และจำเลยไปรายงานต่อศาลว่าตนเองคืนทรัพย์สินครบแล้ว โดยไม่ได้ผ่านการตรวจสอบของสตง.ก่อนตามมติครม.แต่อย่างใด

มาถึงวันนี้นายปิยะสวัสดิ์ อดีตรัฐมนตรีพลังงานที่สั่งให้คืนเฉพาะท่อส่งก๊าซบนบก ส่วนท่อในทะเลอ้างว่ามีคณะกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เป็นผู้ดูแลแล้ว จึงไม่ต้องคืน

สิ่งต้องถามนายปิยะสวัสดิ์ คือเมื่ออ้างว่าท่อส่งก๊าซในทะเลไม่ต้องคืน เพราะมีกกพ.เป็นผู้กำกับดูแลแล้ว แต่ก็ต้องตอบมาให้ชัดเจนว่า แล้ว “กรรมสิทธิระบบท่อส่งก๊าซเป็นของใคร?”

ระบบท่อส่งก๊าซที่เป็นสาธารณสมบัติของชาติจึงอยู่ในสภาพที่ปตท.ครอบครอง แต่ประชาชนคัดค้านและต้องการทวงคืน
การกำกับดูแลท่อก๊าซโดยกกพ. ปรากฎว่ามติกกพ.ล้วนแต่เป็นประโยชน์ต่อปตท.ทั้งสิ้น

เพราะปตท.ยังเป็นผู้ผูกขาดท่อก๊าซ และผูกขาดการซื้อก๊าซเจ้าเดียว แต่ประชาชนต้องเสียประโยชน์จากมติของกกพ.คือต้องจ่ายค่าผ่านท่อแพงขึ้น ต้องจ่ายทั้งค่าก๊าซและค่าไฟฟ้าที่แพงขึ้นด้วย

ตัวอย่างเช่น กกพ.ยอมให้ปตท. สามารถนำท่อก๊าซที่โต้แย้งกรรมสิทธิกันระหว่างประชาชนกับปตท.ไปตีมูลค่าใหม่ได้ และอนุมัติให้ปตท.สามารถเพิ่มค่าผ่านท่อได้เพราะได้มูลค่าท่อก๊าซเพิ่มขึ้นจากการตีราคาเสมือนมีการลงทุนใหม่

การใช้อำนาจรัฐของรัฐมนตรีพลังงาน และรัฐมนตรีกระทรวงการคลังอีกหลายรัฐบาลต่อมาทำให้กรรมสิทธิระบบท่อส่งก๊าซไม่ได้กลับคืนมาเป็นกรรมสิทธิของรัฐและประชาชน ยังคงปล่อยให้ปตท.ถือครองทรัพย์สินของรัฐที่มีสภาพผูกขาดโดยธรรมชาติต่อไป ซึ่งขัดต่อสาระในคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด

มหากาพย์ภาค2 แผนการฮุบท่อส่งก๊าซไปเป็นของเอกชนกำลังจะเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง
นายปิยะสวัสดิ์ อัมระนันทน์ในฐานะประธานคณะกรรมการบริษัท ปตท.จำกัด ได้เปิดเผยถึงผลการประชุมคณะกรรมการบมจ. ปตท. เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2557 ว่า ได้เห็นชอบแนวทางการเพิ่มการแข่งขันในธุรกิจพลังงาน และลดอำนาจการผูกขาดของ ปตท. โดยให้ ปตท.ดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรียุครัฐบาลทักษิณเมื่อปี 2544 ก่อนที่จะมีการแปรรูป ปตท. ในส่วนของระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติ คือ ให้ดำเนินการแยกท่อก๊าซ ปตท. ให้เป็นบริษัทเพื่อเปิดให้บุคคลที่ 3 มาใช้ท่อก๊าซฯด้วย
นายปิยะสวัสดิ์ได้ให้สัมภาษณ์ในรายการเผชิญหน้า ทีวีสปริงนิวส์ว่า จะแยกท่อก๊าซออกมาตั้งเป็นบริษัทใหม่โดยให้เป็นของบริษัทปตท.หลังจากนั้นก็แล้วแต่ “คสช.” จะตัดสินใจให้คนอื่นมาถือหุ้นแทนปตท.และเรื่องแยกท่อก๊าซก็ต้องทำให้เสร็จก่อนมีการเลือกตั้งในปี2558อีกด้วย

ความหมายที่ชัดเจนคือ การอ้างมติครม.ในปี2544 นั้นเป็นการมั่วนิ่มหรือเปล่า? เพราะมติของคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2544 ที่มอบหมายให้ปตท.ที่เป็นรัฐวิสาหกิจก่อนการแปรรูปไปแยกท่อส่งก๊าซ และมอบหมายให้ปตท.ที่เป็นรัฐวิสาหกิจ100%

ในขณะนั้นคงการถือหุ้นในกิจการนี้ร้อยละ 100 แสดงว่าระบบท่อส่งก๊าซต้องเป็นของรัฐ100%
แต่สิ่งที่นายปิยะสวัสดิ์จะดำเนินการแยกระบบท่อก๊าซมาตั้งเป็นบริษัทใหม่ โดยในระยะเริ่มแรกเป็นของ บริษัทปตท.ก่อนนั้น ย่อมมีความแตกต่างจากมติของคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ เพราะ ปตท.ในขณะนี้เป็นบมจ.ปตท.ที่รัฐถือหุ้นเพียง51% และมีเอกชนมาถือหุ้นร่วมด้วยอีก 49% ปตท.ในขณะนี้จึงไม่ใช่รัฐวิสาหกิจ100% เหมือนเมื่อก่อนแปรรูป
ดังนั้นการแยกท่อก๊าซมาตั้งเป็นบริษัทใหม่ตามข้อเสนอของนายปิยะสวัสดิ์ จะทำให้รัฐและประชาชนเป็นเจ้าของกรรมสิทธิระบบท่อส่งก๊าซเพียง51% เท่านั้นไม่ใช่เป็นเจ้าของ100%ตามมติเดิมของคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ
มหากาพย์ฮุบท่อก๊าซภาคสมบูรณ์จะเกิดขึ้นและสำเร็จได้ ถ้า”คสช.” หลงคารมวาทกรรมว่ารัฐไม่ควรถือหุ้นในรัฐวิสาหกิจอีกเลย เพื่อหนีการล้วงลูกของนักการเมือง ข้อเสนอของคนกลุ่มนี้คือรัฐควรขายกรรมสิทธิในรัฐวิสาหกิจทั้งหมดโดยเฉพาะ”ปตท.”ให้เหลือ 0%

เมื่อทุนเอกชนสามารถยึดโครงข่ายกิจการสาธารณูปโภคพื้นฐานอย่างโครงข่ายระบบท่อส่งก๊าซได้ ก็เหมือนยึดเส้นเลือดในกายเศรษฐกิจของชาติด้านพลังงานได้ทั้งหมด แล้วเลือดจะไปไหนเสีย?
ยิ่งกลุ่มทุนที่นิยมขายสมบัติชาติพยายามผลักดันให้คสช.คงระบบสัมปทานในการให้สิทธิสำรวจผลิตปิโตรเลียมแก่เอกชนต่อไป โดยอ้างวาทกรรมเรื่องปริมาณปิโตรเลียมของประเทศมีน้อย
การคงระบบสัมปทานปิโตรเลียมก็คือการยกกรรมสิทธิในทรัพยากรปิโตรเลียมทั้งหมดให้กับกลุ่มทุนพลังงานทั้งในประเทศและต่างประเทศ

เมื่อทุนพลังงานครอบครองกลไกเครื่องมือคือระบบท่อส่งก๊าซ ท่อส่งน้ำมันและได้กรรมสิทธิในทรัพยากรปิโตรเลียมไปด้วย คนไทยก็จะตกเป็นอาณานิคมของกลุ่มทุนพลังงานเอกชนโดยสมบูรณ์
ราคาพลังงานจะแพงขึ้นเท่าไหร่ ประชาชนต้องก้มหน้ารับกรรมกันไป จะไปเรียกร้องตรวจสอบอะไรอีกไม่ได้ เพราะเขาเป็นเอกชนเต็มตัว

เมื่อตอนกลุ่มธุรกิจเอกชนใหญ่ก่อวิกฤตเศรษฐกิจฟองสบู่ ประชาชนต้องเข้าไปรับเคราะห์แทน
แต่พอเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว เขาก็มาฮุบสาธารณูปโภคพื้นฐานของประชาขน เอาไปเป็นสมบัติส่วนตัวของผู้ถือหุ้นใหญ่ๆไม่กี่ราย
มหากาพย์ฮุบสมบัติชาติภาคสมบูรณ์ จะเป็นการช่วยต่อยอดให้กับการฮุบสมบัติชาติภาคแรกเมื่อปี 2544 ให้สำเร็จในสมัยนี้ได้หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับความตื่นรู้ของประชาชนคนไทยทั้งปวง

รสนา โตสิตระกูล
อดีตสมาชิกวุฒิสภากรุงเทพฯ
12 สิงหาคม 2557

ติดตามข่าวด่วน เกาะกระแสข่าวดัง บน Facebook คลิกที่นี่!!