หน้าแรก งาน-อาชีพ เศร้าใจ คนไทย ไร้เงินออมยามเกษียณ นักวิชาการแนะรัฐตั้งกองทุน-สวัสดิการรองรับ

เศร้าใจ คนไทย ไร้เงินออมยามเกษียณ นักวิชาการแนะรัฐตั้งกองทุน-สวัสดิการรองรับ

น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล นักวิเคราะห์อาวุโส มูลนิธิสถาบันอนาคตไทยศึกษา เปิดเผยว่า ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่การเป็นสังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ (Aged Society) ในปี 2567 และในปี 2573 ประชากรของประเทศไทยที่อยู่ในวัยผู้สูงอายุหรือมีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไปจะเพิ่มขึ้นจาก 4 ล้านคนเศษในปัจจุบันเป็น 17.7 ล้านคน ซึ่งถือว่าเป็นประเทศที่มีประชากรผู้สูงอายุสูงมากประเทศหนึ่งในเอเชีย อย่างไรก็ตามพบว่าผู้สูงอายุไทยจำนวนมากยังไม่ได้มีการเตรียมความพร้อมในเรื่องเงินออมสำหรับวัยเกษียณโดยข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่ามีคนไทยจำนวน 22.6% ที่ไม่มีเงินออมไว้ใช้ยามเกษียณ

สศช.-โฆสิต-620x465

น.ส.ศิริกัญญากล่าวว่า จากการศึกษาเรื่องความ เหลื่อมล้ำทางรายได้ในสังคมไทยพบว่าในครอบครัวที่อยู่ในกลุ่มที่มีรายได้ต่ำที่สุดในประเทศไทยจำนวน 2 ล้านครัวเรือน พบว่ากว่า 40% ของครอบครัวกลุ่มนี้มีคนชราเป็นหัวหน้าครอบครัว โดยเฉพาะคนชราในชนบทมี รายได้หลักในการดำรงชีวิตจากเงินที่ลูกหลานส่งมาให้โดยแทบไม่มีรายได้จากแหล่งอื่น ส่วนรายได้จากสวัสดิการรัฐ ได้แก่ เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ขณะนี้ไม่เพียงพอ ที่จะใช้ในการดำรงชีวิตได้เนื่องจากค่าครองชีพที่สูงขึ้นเรื่อยๆ ในปัจจุบัน

“การไม่มีเงินออมเพื่อใช้ในวัยเกษียณทำให้คุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในประเทศไทยไม่ดีนัก ขณะเดียวกัน ก็เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ทำให้ประชากรวัยแรงงาน มีภาระในการเลี้ยงดูประชากรในวัยพึ่งพิงมากขึ้น ตามจำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้น ซึ่งเรื่องนี้หากไม่มีการวางแผนแก้ไขอย่างเร่งด่วนจะเป็นปัญหาของประเทศ ในระยะยาว” น.ส.ศิริกัญญากล่าว

สำหรับแนวทางในการแก้ไขที่เหมาะสมคือรัฐบาล จะต้องมีการวางแผนนโยบายการออมสำหรับประชาชนในระยะยาว โดยต้องมองไปในอนาคตว่าประชากรที่กำลังจะเกษียณอายุแต่ละคนมีค่าใช้จ่ายในการดำรงชีพคนละเท่าไหร่ เพื่อให้สามารถจัดระบบสวัสดิการในการจ่ายเงินบำเหน็จบำนาญให้กับผู้สูงอายุได้ในจำนวนเงินที่เพียงพอ และขยายระบบสวัสดิการในการจ่ายเงินบำเหน็จบำนาญไปให้ครอบคลุมประชากรสูงอายุทุกกลุ่มไม่จำกัดเฉพาะข้าราชการวัยเกษียณเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม เพื่อไม่ให้เป็นภาระต่องบประมาณในระยะยาวรัฐบาลอาจจะใช้วิธีจัดตั้งกองทุนการออมเพื่อวัยเกษียณขึ้นมาและกำหนดระยะเวลาในการออมเงินให้กับประชาชนตั้งแต่เริ่มวัยทำงาน หรือมีระยะเวลาในการออมเงินในระหว่างวัยทำงานไม่ต่ำกว่า 30 ปี และจะต้องมีมาตรการในการกระตุ้นและจูงใจให้การออมเงินของประชาชนเป็นไปอย่างสม่ำเสมอและมีความยืดหยุ่นโดยมีเป้าหมายให้ประชาชนมีเงินที่เพียงพอไว้ใช้ในวัยเกษียณ

investment01

WebRetirement_content_tab2_r3_c2

เศร้าใจ คนไทย ไร้เงินออมยามเกษียณ นักวิชาการแนะรัฐตั้งกองทุน-สวัสดิการรองรับ
ที่มา http://www.thailandfuturefoundation.org/

ติดตามข่าวด่วน เกาะกระแสข่าวดัง บน Facebook คลิกที่นี่!!