หน้าแรก ทั่วไป กรณีหมิ่นเบื้องสูง ป้ายสีการเมืองหรือตั้งใจล้มสถาบัน

กรณีหมิ่นเบื้องสูง ป้ายสีการเมืองหรือตั้งใจล้มสถาบัน

เท่าที่สดับตรับฟัง กรณีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เกือบทุกฝ่ายอ้างว่ามีการนำไปใช้เล่นงานศัตรูการเมืองมากกว่าจะปกป้องสถาบันเบื้องสูงกันอย่างจริงจัง ในข้อเท็จจริงก็อาจจะเป็นเช่นนั้น แต่หากจะเหมารวมว่า ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 “ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี” คือเครื่องมือทางการเมือง คงเป็นการแสร้งเข้าใจผิดอย่างสิ้นเชิง

การเมืองในอดีตมีการดำเนินคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพกันน้อยมากพ้นจากกรณี “วีระ มุสิกพงศ์” ที่ศาลฎีกาอ่านคำพิพากษาจำคุก 4 ปี เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2530 มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พระราชทานอภัยโทษโดยความช่วยเหลือของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ในวันที่ 22กรกฎาคม 2531 แทบไม่มีคดีเช่นนี้เกิดขึ้นอีก

แต่มาถึงยุครัฐบาลทักษิณ ดูเหมือนหลายสิ่งหลายอย่างได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง มีการกล่าวหาในคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพมากมายอย่างน่าตกใจ เมื่อลงไปดูในรายละเอียดพบว่า สาเหตุหลักมาจากการละเมิดสถาบันพระมหากษัตริย์บ่อยครั้งที่สุด จากบุคคลที่อยู่ในเครือข่ายของรัฐบาลทักษิณ จนกระทั่งมาถึงรัฐบาลพรรคเพื่อไทย

โลกออนไลน์ คือช่องทางที่มีการละเมิดสถาบันเบื้องสูงมากที่สุด ปัจจุบันเว็บไซต์คนเสื้อแดงเกือบทุกเว็บไซต์ล้วนมีเนื้อหาสุ่มเสี่ยงต่อการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพด้วยกันทั้งนั้น นี่คือจุดเริ่มต้นของปัญหา หาใช่ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ที่เป็นปัญหา

ความจริงคือคนเสื้อแดงหลายกลุ่ม ต้องการล้มการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ไปเป็นระบอบอื่น มีการมองสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นกลุ่มอภิสิทธิ์ชน จึงต้องการล้มล้างโดยอ้างว่าเพื่อสังคมที่เท่าเทียมกัน และนี่จะเป็นชนวนความขัดแย้งในอนาคต หากคนกลุ่มนี้ยังคงมองปัญหาในมิติเดียว

คงไม่ต้องสาธยายว่าประวัติศาสตร์ชาติไทยมีความเป็นมาอย่างไร ใครเป็นผู้นำในการรักษาชาติให้อยู่รอดปลอดภัย เพราะคนเสื้อแดงเหล่านี้ได้ตัดตอนประวัติศาสตร์ หั่นลงมาให้เริ่มต้นที่ระบอบทักษิณมีอำนาจ และคิดว่านี่คือระบอบที่จะสร้างชาติได้

นักวิชาการหัวเอียงซ้ายหลายคน มองสถาบันพระมหากษัตริย์ด้วยสายตาที่เคลือบแคลง บางคนระบุถึงขนาดโจมตีโครงการพระราชดำริว่าไม่มีประโยชน์ นี่คือความคิดที่คับแคบ แต่ก็มีเครือข่ายความคิดในลักษณะนี้แพร่หลายในโลกออนไลน์

และน่ากังวลว่านับวันยิ่งมากขึ้นเรื่อยๆ เป็นผลสืบเนื่องจากการสร้างความเข้าใจผิดให้คิดร้ายต่อสถาบันสูงสุด ที่สำคัญคนกลุ่มนี้เสพข้อมูลด้านเดียว จนเวลานี้อาจกล่าวได้ว่าประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 กลายเป็นเหยื่อของการเมือง เป็นเหยื่อของกลุ่มคนที่ต้องการล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ไปแล้ว

ข้อเรียกร้องให้แก้ไข ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 อาจพอฟังได้ แต่ก็ไม่ง่ายที่จะแก้ไขให้ลงตัวไปกว่านี้ แต่สำหรับกลุ่มที่เรียกร้องให้ยกเลิกไปเลยต่างก็มีเจตนาแอบแฝงอยู่ทั้งสิ้น เพราะการยกเลิกเท่ากับการดึงสถาบันสูงสุดมาเกี่ยวข้องกับการเมืองโดยตรง อาจเรียกได้ว่าต้องการให้สถาบันสูงสุดลงมาเป็นคู่ขัดแย้งนั่นเอง

เวลานี้กลุ่มที่เรียกร้องให้ยกเลิก ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ล้วนอยู่ในเครือข่ายของรัฐบาลเพื่อไทยทั้งสิ้น ทั้งแดงเมืองนอกและแดงเมืองไทย มีความพยายามเล่นงาน ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 เพื่อให้สามารถเข้าถึงตัวสถาบันสูงสุดโดยตรง หากพวกเขาสำเร็จ สถาบันสูงสุดก็จะตกอยู่ในอันตรายทันที

เมื่อค้นหาความจริงแล้วพบว่า การก่อคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพนั้น บางคดีเป็นการตั้งใจ เพื่อต่อยอดในการปลุกระดมทางความคิด ก็เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะต้องเข้ามาจัดการ แต่รัฐบาลพรรคเพื่อไทยจะเป็นที่พึ่งในเรื่องนี้ได้หรือไม่ ยังเป็นที่กังขาอยู่

สิ่งที่มักปรากฏเสมอคือ กลุ่มเสื้อแดงมักอ้างว่ามีการนำ ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112มาป้ายสีทางการเมือง แต่แสร้งไม่หันไปมองว่าสาเหตุมาจากอะไร ในมุมหนึ่งหากมีการจาบจ้วงละเมิดสถาบันชั้นสูงอยู่เรื่อยๆ โดยเจ้าหน้าที่รัฐไม่ดำเนินการอะไร อาจทำให้สังคมชินชามองว่าเป็นเรื่องปกติ

และเมื่อเจ้าหน้าที่รัฐดำเนินการไปตามกฎหมายก็กลายเป็นว่าป้ายสีทางการเมือง ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ต้องตระหนักว่า จะปล่อยให้คนเสื้อแดงใช้โลกออนไลน์ป้ายสีสถาบันพระมหากษัตริย์ต่อไป หรือจะตัดเนื้อร้ายด้วยความเฉียบขาด ซึ่งรัฐบาลต้องสร้างความชัดเจนในเร็ววัน

ขอขอบคุณไทยโพสต์

ติดตามข่าวด่วน เกาะกระแสข่าวดัง บน Facebook คลิกที่นี่!!