หน้าแรก ทั่วไป การบินไทยเอ๋ย ใครทำให้เจ้าบรรลัยได้ถึงเพียงนี้

การบินไทยเอ๋ย ใครทำให้เจ้าบรรลัยได้ถึงเพียงนี้

เขียนให้คิด เฉลิมชัย ยอดมาลัย

“การบินไทยสายการบินแห่งชาติ ความภาคภูมิใจของคนไทย” คำพูดสวยหรูดังกล่าวได้กลายเป็นอดีตไปแล้ว เพราะกลายเป็นสายการบินที่มีผลประกอบการเลวร้ายสุดจะบรรยาย ไล่มาตั้งแต่ไตรมาสที่ 3 ของปี 2556 ขาดทุน 6.2 พันล้านบาท มาจนถึงขณะนี้ก็ยังขาดทุนต่อเนื่อง คาดกันว่าปีนี้อาจจะขาดทุนเกือบหมื่นล้านบาท นักวิเคราะห์หุ้นทุกคนที่เป็นแหล่งข่าวของผู้เขียนบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า “อย่าซื้อหุ้นการบินไทย เพราะไม่มีอนาคต”

ทำไมการบินไทยขาดทุนย่อยยับถึงเพียงนั้น จะอ้างว่าเพราะราคาน้ำมันแพง และมีการแข่งขันระหว่างสายการบินนานาชาติสูงกระนั้นหรือ แต่ทำไมสายการบินของประเทศเล็กๆ เกิดใหม่เพียงไม่นานอย่างเช่นสิงคโปร์แอร์ไลน์จึงกำไร แม้จะไม่มากเหมือนเดิมแต่ก็ยังกำไร ไม่ต้องคิดอะไรมาก ดูนกแอร์ และแอร์เอเชียก็ได้ ทำไมเปิดบริการได้ประมาณ 10 ปี แต่ทำกำไรได้มหัศจรรย์

มูลเหตุที่ทำให้การบินไทยขาดทุนแบบทุเรศเกิดมาจากการโกงกินสารพัดรูปแบบภายในบริษัทใช่หรือไม่ ส่วนคนที่โกงนั้นจะเป็นคนภายในหรือเป็นคนที่นักการเมืองส่งเข้าไปโกง ประเด็นนี้คนการบินไทยรู้ดีอยู่แก่ใจ มีผู้วิเคราะห์ว่าการบินไทยจะไม่มีวันฟื้นตัวได้อีก หากไม่สามารถแก้ปัญหาเน่าเฟะสารพัดชนิดภายในองค์กรให้หมดสิ้นได้โดยเร็ว และอย่าฝันเลยว่าภายในปี 2560 การบินไทยจะกลับมามีกำไรงดงาม

ผู้เขียนขอความเห็นจากอดีตผู้บริหารระดับสูงการบินไทย กัปตันโยธิน ภมรมนตรี ขอให้วิเคราะห์ปัญหาความตกต่ำของการบินไทย และขอแนวทางแก้ไขปัญหา กัปตันโยธินให้ความเห็นดังนี้

ผมทำงานกับบริษัทการบินไทยตั้งแต่เริ่มเมื่อปี2503 จนถึงปี 2539 เป็นเวลา 36 ปี ได้รับโบนัสตั้งแต่ปี2508 จนกระทั่งเกษียณอายุงาน รวมเป็นเวลา 31 ปี เพราะบริษัทไม่เคยขาดทุนเลย ในช่วงเวลา 25 ปีแรกที่กองทัพอากาศเข้าไปช่วยดูแลอยู่ การบริหารองค์กรก็ราบรื่นดี กรรมการผู้จัดการใหญ่ที่ประธานชึ่งเป็นแม่ทัพอากาศแต่งตั้งมาดีแทบทุกคน ยกเว้นอยู่เพียงหนึ่งคนเท่านั้น

การบินไทยเป็นสายการบินบริษัทแรกของโลกที่ใช้เครื่องยนต์ยี่ห้อเดียวกับเครื่องบิน Boeing 747, DC 10 และ Airbus โดยใช้ Boeing 747 บินในเส้นทางไกลซึ่งมีผู้โดยสารจำนวนมาก ส่วนแบบ DC 10 ใช้บินในเส้นทางไกลที่มีผู้โดยสารประมาณ 220 คน สำหรับแบบ Airbus ใช้บินในเส้นทางภูมิภาค เพราะใช้เครื่องยนต์ยี่ห้อเดียวจึงคุ้มทุนในการลงทุนสร้างศูนย์ซ่อมเครื่องยนต์ GE นอกจากซ่อมเครื่องยนต์ได้ด้วยตัวเองแล้ว ยังให้บริการสายการบินอื่นได้อีกด้วย จึงให้ทำบริษัทมีรายได้เพิ่มขึ้นจากส่วนนี้

แต่ครั้นเมื่อประเทศไทยได้รัฐบาลซึ่งอ้างว่ามาจากการเลือกตั้ง สิ่งแรกที่นักการเมืองทำคือขอให้การบินไทยใช้เครื่องยนต์ของบริษัท แพรทท์ แอนด์ วิทนีย์ ซึ่งผู้อำนวยการใหญ่ฝ่ายช่อมบำรุงคือ กัปตันชูศักดิ์ พาชัยยุทธ ไม่เห็นด้วย จึงศึกษาข้อดีข้อเสียเรื่องนี้อย่างลึกซึ้งแล้วชี้แจงให้นักการเมืองรู้ ผลปรากฏกัปตันชูศักดิ์โดนย้ายไปแขวน หลังจากนั้นประมาณปีเศษ ฝ่ายซ่อมบำรุงมีปัญหามากมายด้านคุณภาพจึงมีคำสั่งย้ายกลับมา

ต่อมา เมื่อมีรัฐบาลซึ่งมาจากการเลือกตั้งอีกใน 2 ปีต่อมา นักการเมืองบังคับให้บริษัทติดตั้งโทรศัพท์ในทุกที่นั่ง โดยระบบโทรศัพท์ดังกล่าวยังไม่ได้รับการรับรองจาก FAA เมื่อเป็นเรื่องเกี่ยวกับความปลอดภัยของการบิน กัปตันชูศักดิ์กจึงไม่ยอมรับ เมื่อไม่ทำตามคำสั่งนักการเมือง กัปตันชูศักดิ์ก็โดนย้ายอีก แล้วเอาคนใหม่ไปแทน ส่วนคนใหม่มีความไม่พอใจเครื่องยนต์ที่ใช้อยู่เดิม จนเมื่อบริษัทสั่งซื้อเครื่องบิน Airbus แบบ A330 ก็จึงหันไปใช้เครื่องยนต์ โรลสรอยช์ (R.R.) สรุปคือการบินไทยที่เคยเป็นผู้นำในการใช้เครื่องยนต์ยี่ห้อเดียวกับเครื่องบินทุกแบบได้กลายไปเป็นผู้นำสายการบินเดียวของโลกที่ใช้เครื่องยนต์ถึง 3 ยี่ห้อในเครื่องบินแบบเดียวกันคือ A330

ประเด็นปัญหาเรื่องแบบของเครื่องบินและเครื่องยนต์ยังไม่จบ สายการบินนกแอร์ได้ศึกษาเปรียบเทียบเครื่องบินระหว่าง Boeing 737-800 กับ Airbus A320 ซึ่งมีที่นั่งใกล้เคียงกัน แล้วเสนอคณะกรรมการบริษัทซึ่งมีทั้งหมด 9 คน โดยใน 9 คนนั้น มี 5 คนไปจากการบินไทย ซึ่งการบินไทยได้ตำแหน่งประธานด้วย คณะกรรมการอนุมัติให้ชื้อ Boeing B737-800 โดยใช้เครื่องยนต์ CFM ตามที่ฝ่ายบริหารเสนอ แต่เนื่องจากการบินไทยมี MOU กับ Tiger Air ในการตั้ง Low Cost Airline โดยจะเช่าเครื่อง Airbus แบบ A320-200 ใช้เครื่องยนต์ แบบ V2500 จาก Tiger Air แต่เมื่อไม่สามารถตั้งบริษัทดังกล่าวได้ จึงเปลี่ยนไปตั้งสายการบิน Thai Smile แล้วขออนุมัติคณะกรรมการซื้อเครื่องบินแบบ A320-200 โดยใช้เครื่องยนต์แบบ V2500

ผม (กัปตันโยธิน) เชื่อว่าคณะทำงานได้ศึกษาเพื่อจัดซื้อเครื่องบินสำหรับ Thai Smile คงต้องเปรียบเทียบคุณสมบัติแล้ว และคงเห็นว่า A320-200 ซึ่งใช้เครื่องยนต V2500 ดีกว่า B737-800 ซึ่งถ้าดูตามรูปแบบที่ปรากฏแล้ว นกแอร์หรือ Thai Smile น่าจะต้องมีข้อผิดผลาด ไม่รายใดก็รายหนึ่ง แต่ที่น่าแปลกใจคือคณะกรรมการบริษัทซึ่งในฐานะที่การบินไทยมีหุ้นอยู่ทั้งสองบริษัทกลับไม่สงสัยเลยว่าเหตุใดต่างคนต่างซื้อแทนที่จะซื้อให้เหมือนกัน เพื่อจะได้ประหยัดค่าอะไหล่ ค่าการฝึก การให้ลดแบบเครื่องบินและเครื่องยนต์เป็นมติคณะกรรมการบริษัท และมติของคณะรัฐมนตรี

ในอดีต การบินไทยซื้อเครื่องบินมาแล้ว เมื่อถึงเวลาปลดประจำการก็ขายเครื่องไปโดยได้ราคาสูงกว่าราคาในบัญชี คือขายได้กำไรมาตลอด ยกเว้นเครื่องบินสองแบบเท่านั้นที่ซื้อในช่วงมีรัฐบาลซึ่งอ้างว่ามาจากการเลือกตั้ง คือ BAE146 และ A340-500 เครื่องบินสองแบบนี้มีแต่คนโง่หรือคนโกงเท่านั้นที่ซื้อ คณะกรรมการชุดก่อนๆ ไม่กล้าขายเครื่อง A340-500 สี่เครื่องซึ่งจอดทิ้งอยู่ที่ดอนเมือง ซึ่งต้องเสียทั้งค่าจอด ค่าบำรุงรักษา ค่าประกันภัย เพราะถ้าขายจะต้องขายในราคาต่ำมากจากราคาบัญชี จึงกลัวถูกสอบสวน ดังนั้นจึงไม่ยอมขาย คณะกรรมการชุดปัจจุบันควรจะขายไปโดยเร็ว เพราะจะช่วยการลดต้นทุนของบริษัทได้ในระยะยาว และถ้ามีการสอบสวนเรื่องนี้ให้กระจ่างก็น่าจะเป็นเรื่องดี

เมื่อ 3 ปีที่แล้วที่การบินไทยมีกำไร เท่าที่ทราบคือเป็นกำไรทางบัญชี คือการบินไทยกู้เงินเป็นดอลลาร์สหรัฐ ประมาณ 5 พันล้านดอลลาร์ ก่อนปิดบัญชีอัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ 1 ดอลลาร์เท่ากับ 34 บาท ในวันปิดบัญชี 1ดอลลาร์เท่ากับ 31 บาท จึงได้กำไรดอลลาร์ละ 3 บาท เมื่อเป็นหนี้ 5 พันล้านเหรียญสหรัฐ ก็จะได้กำไรทางบัญชี 15,000 ล้านบาท แต่บริษัทไม่มีเงินสด จึงต้องกู้ธนาคารเพื่อใช้จ่ายโบนัสให้พนักงาน รวมถึงจ่ายภาษีและจ่ายเงินปันผล เมื่อตอนจะไปลงทุนกับ Tiger Air กรรมการให้เหตุผลว่าไม่มีความสามารถในการบริหารสายการบินแบบ Low Cost อ้างว่าสายการบินใหญ่ เช่น British Airways , United Airline, Lufthansa, SAS เคยพยายามตั้งสายการบิน Low Cost มาแล้วแต่ไม่สำเร็จ ครั้นเมื่อโครงการกับ Tiger Air ล้มไป จึงต้องตั้ง Thai Smile แล้วอ้างข้างข้างคูคูว่าเป็นสายการบินคุณภาพกลาง (Lower Premium Airline) ต้องให้บริการจากสนามบินสุวรรณภูมิเพื่อความสะดวกในการต่อเครื่อง ตามที่บันทึกในการประชุมผู้ถือหุ้นวันที่ 24 เมษายน 2556 หน้า50/51 อ้างว่าบริษัทเป็นสายการบินแบบ Premium ซึ่งมีความรับผิดชอบต่อผู้โดยสารมากกว่า และผู้โดยสารสามารถต่อเครือข่ายสายการบินได้สะดวก แต่แล้วก็ย้าย Thai Smile ไปดอนเมือง ทั้งๆ ที่ Air Asia ใช้เครื่องบินมีที่นั่ง180 ที่ นกแอร์ใช้เครื่องบินแบบ 189 ที่นั่ง Thai Lion ใช้ 201 ที่นั่ง แต่ Thai Smile มีแค่ 160 ที่นั่ง แล้วจะไปสู้ราคากับสายการบินคู่แข่งได้อย่างไร

ส่วนปัญหาเรื่องจำนวน VP ก็น่าเป็นห่วงเพราะมีถึง 40 กว่าคน คณะกรรมการสรรหากรรมการผู้อำนวยการใหญ่ (DD) ตั้งแต่ผมเกษียณมาแล้ว18 ปี สรรหา DD มาแล้ว 5 คน แต่ไม่มีใครอยู่ครบสัญญาสักคน แสดงว่าการสรรหาใช้ไม่ได้ เพราะมีการตั้งธงมาแล้ว แต่สรรหาแค่เป็นพิธีเท่านั้น

พนักงานการบินไทยส่วนมากมีคุณภาพดี แต่ขณะนี้ขวัญและกำลังใจไม่ดี ผม (กัปตันโยธิน) เห็นว่าถึงเวลาแล้วที่ต้องผ่าตัดการบินไทยโดยด่วน และต้องทำเรื่องนี้เป็นวาระแห่งชาติ

ที่มา http://www.naewna.com/politic/columnist/14196

ติดตามข่าวด่วน เกาะกระแสข่าวดัง บน Facebook คลิกที่นี่!!