หน้าแรก ทั่วไป ข่าวสารที่สับสน เมื่อมีคนจงใจสร้างเรื่องเท็จ สื่อบางสื่อ รู้ทั้งรู้ก็ยังนำมาบิดเบือนต่อ

ข่าวสารที่สับสน เมื่อมีคนจงใจสร้างเรื่องเท็จ สื่อบางสื่อ รู้ทั้งรู้ก็ยังนำมาบิดเบือนต่อ

หลังจากมีข่าวการขอพระราชทานกราบบังคมทูลลาออกจากฐานันดรศักดิ์แห่งราชวงศ์ของ “พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์” พระวรชายาใน “สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร” เมื่อ 11 ธ.ค.57 นั้น ทำให้มีกระแสข่าวที่ต่อเนื่อง เกี่ยวข้อง ซึ่งส่วนใหญ่ล้วนไม่เป็นความจริง ถูกนำเสนอออกมาอย่างต่อเนื่อง จากสำนักข่าว หนังสือพิมพ์ ต่างๆ รวมทั้งการแชร์กันผ่านโซเชียลมีเดีย

นอกจากนี้ มีสองสำนักข่าวใหญ่ที่ ลงข่าวแบบไม่ให้เกียรติบุคคลในข่าวอย่างต่อเนื่อง คือ ข่าวสด และ ไทยรัฐ ถึงกับมีคำกล่าวที่ว่า…..

ไม่ว่าจะยุคไหนสมัยไหน ไทยรัฐ และ ข่าวสด ก็พาดหัวข่าวได้จัญไรเสมอต้นเสมอปลายเสมอ

ซึ่งก็พอจะทราบกันดีอยู่ว่า บุคคลากรส่วนใหญ่ในทั้งสององค์กรนี้มีความคิดเห็นเป็นเช่นไร

หากพิจารณาข่าวอย่างไตร่ตรองและมีหลักการแล้ว ปัญญาชน ย่อมพอจะแยกแยะออกได้บ้างว่า ข่าวไหนน่าจะเป็นข่าวเท็จ ที่มีการแต่งเติม โดยเฉพาะข่าวเรื่องการพระราชทานเงิน 2ร้อยล้านบาท นั้น เป็นข่าวเท็จแน่นอน เพราะมีการใช้เอกสารที่อ้างถึง สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ซึ่งมันผิดหลักการ เพราะ…. “ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์” นั้น ทุกวันนี้ ไม่ใช่ทรัพย์สินของพระมหากษัตริย์แล้ว เพราะถูก “คณะราษฎร” ที่เปลี่ยนแปลงการปกครอง เมื่อปี 2475 ยึด “ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์” ไปเป็นของรัฐบาลตั้ง 82 ปีมาแล้ว

ลุงเปลว สีเงิน เขียนไว้ใน ไทยโพส วันนี้(15 ธค 57) เป็นบทความที่น่าสนใจและมีประโยชน์มาก ไทยอินโฟเน็ตอยากให้ทุกท่านลองอ่านกันดู

ข่าวที่ต้องบริหาร ‘กันสับสน’

ทุกท่านคงทราบอยู่แล้วว่า การขอพระราชทานกราบบังคมทูลลาออกจากฐานันดรศักดิ์แห่งราชวงศ์ของ “พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์” พระวรชายาใน “สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร” เมื่อ ๑๑ ธ.ค.๕๗ นั้น
ประชาชนสนใจ และติดตามความเคลื่อนไหว “มากเป็นพิเศษ” มาตั้งแต่ปลายเดือนพฤศจิกายนแล้ว
ไม่เพียงเฉพาะสังคมไทยเท่านั้น….!
ในความที่ราชวงศ์ไทยเป็นที่รู้จักและเป็นที่สนใจกว้างขวางระดับ “สังคมโลก” เมื่อมีข่าวคราวเช่นนี้
โลกก็จับจ้องด้วย!
และยุคนี้ เป็นยุค “สื่อสารไอทีครองโลก” เป็นธรรมดาอยู่เอง เรื่องไหนคนสนใจมาก เรื่องนั้นก็ย่อมมีคนค้นหาเรื่องราวมาสนอง ถึงขั้นเสริมเติมแต่งให้วิจิตรพิสดารไปมากมาย
ก่อนอื่น ต้องเข้าใจว่า เรื่องนี้ถืออยู่ในส่วน “สถาบันพระมหากษัตริย์” เมื่อเป็นเรื่องเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ กฎระเบียบมีอยู่ว่า ……..
อะไรที่เป็นเรื่องภายใน เกี่ยวกับพระองค์และราชวงศ์เป็นการเฉพาะ การเสนอข่าวสารใดๆ จะต้องเป็นข่าวสารที่สำนักพระราชวัง รัฐบาล หน่วยงานหรือบุคคลที่รับผิดชอบได้โดยตรง
แถลงหรือประกาศให้ทราบ!
นั่นแหละ สื่อทั้งหลาย ทั้งส่วนราชการและเอกชน วิทยุ โทรทัศน์ สื่อสิ่งพิมพ์ สื่อออนไลน์ จึงจะนำเผยแพร่สู่สาธารณะได้
และจะเห็นว่า โดยมาตรฐานทั่วไป ในการนำเสนอ สื่อนั้นๆ จะอ้างที่มาจาก ราชกิจจานุเบกษาบ้าง จากประกาศสำนักพระราชวังบ้าง ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีบ้าง
รวมถึงบางครั้งจาก “ตัวบุคคล” ที่ได้รับอนุญาต หรือมีสิทธิ์ หรือรับผิดชอบได้โดยตรงในเรื่องที่นำมาเปิดเผย หรือนำมาแถลง
ทั้งนี้ เพื่อป้องกันความผิดพลาดคลาดเคลื่อนในข้อเท็จจริง ป้องกันการล่วงเกินสิทธิเสรีภาพในส่วนพระองค์
และหลักใหญ่ เพื่อให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันทางข่าวสาร ป้องกันการสร้างข่าวเท็จ การบิดเบือนข่าว การเสริมเติมแต่งข่าว ด้วยเจตนาซ่อนเร้นอย่างใด-อย่างหนึ่ง อันอาจเป็นผลเสียต่อสถาบันและตัวบุคคล
ผมอารัมภบทมาซะยาว เจตนาก็คือ….
ช่วงนี้ข่าวการกราบบังคมทูลลาออกจากฐานันดรศักดิ์แห่งราชวงศ์
“แรงมาก”!
เมื่อแรงมาก คือมีคนสนใจ ติดตามด้วยอยากรู้ความเคลื่อนไหวและความเป็นไปมาก
สื่อทั้งหลาย ก็มีการตอบสนอง “ความอยากรู้” ของผู้คน ด้วยการสืบเสาะข่าวคราวมานำเสนอมากตามไปด้วย
โดยเฉพาะ “สื่อออนไลน์” ที่เรียกกันว่า “โซเชียล มีเดีย”
และ “สื่อหนังสือพิมพ์”!
แต่เท่าที่ผมติดตามดู-ติดตามอ่าน ทั้งตามโซเชียล มีเดีย และหนังสือพิมพ์ มีข่าวเดียวที่ “อ้างอิง” ที่มาของข่าวให้ตรวจสอบความถูกต้องได้
คือ ข่าวการกราบบังคมทูลลาออกจากฐานันดรศักดิ์แห่งราชวงศ์ของ “พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์”
ข่าวนี้ “ข่าวเดียว” เท่านั้น!
ทุกฉบับอ้างอิง “ราชกิจจานุเบกษา” เล่มที่ ๑๓๑ ตอนที่ ๒๙ ข เรื่องลาออกจากฐานันดรศักดิ์
ประกาศวันที่ ๑๑ ธ.ค.๕๗ โดยพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ เมื่อวันที่ ๑๓ ธ.ค.๕๗
“ตรงกันหมดทุกแห่ง” แต่ข่าวอื่นๆ ที่นำเสนอทั้งหมด ล้วนใช้คำว่า…………
” ‘มีรายงานข่าว’ “บ้าง
” ‘รายงานข่าวเพิ่มเติม’ “บ้าง
” ‘ผู้สื่อข่าวรายงานว่า’ “บ้าง!
สรุปก็คือ จนถึงวันนี้ ชาวบ้าน “มึนไปหมด” ไม่รู้จะเชื่อใคร ข่าวไหนจริง-ไม่จริง, ข่าวไหนเสริมเติมแต่ง, ข่าวไหนจริงในเท็จ-เท็จในจริง
ผมไม่โทษสื่อ เพราะสื่อเขาก็ต้องสืบเสาะ และการนำเสนอของเขา โดยเฉพาะสื่อหนังสือพิมพ์ มีบรรณาธิการรับผิดชอบทางกฎหมายอยู่แล้ว
แต่ผมอยากถาม……!?
ถามใครก็ได้….ทางสำนักพระราชวัง ทางรัฐบาล คือสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงการต่างประเทศ และมหาดไทย
ท่านบริหารข่าวสาร เพื่อตอบสนองความสนใจสังคมทั้งภายในและภายนอก “เพื่อความถูกต้อง เป็นทิศทางเดียวกัน” แล้วหรือยัง?
ถ้ายัง……
ทำไมจึงไม่ทำ?
และ ท่านจะรับผิดชอบ “ผลสืบเนื่อง” จากการไม่บริหารข่าวให้ถูกต้องตรงตามเป็นจริง ซึ่งอาจนำไปสู่ผลเสียต่อสถาบันและประเทศชาติอันเป็นองค์กรรวมอย่างไร?
ท่านรู้มั้ย……?
ตลอดระยะเวลา ๒-๓ สัปดาห์มานี้ มี “ผู้หวังดีแต่ประสงค์ร้าย” ต่อสถาบัน ต่อสถานการณ์บ้านเมือง และต่อประเทศชาติ
นำเรื่องนี้ไปขยายความ ไปเสริมเติมแต่ง ไปปั้นเท็จต่อขยาย และเผยแพร่กันกว้างขวาง
แค่นิ้วมือคลิก “สื่อออนไลน์” ก็นำข่าวร้ายจากบิดเบือนแพร่กระจายไปทั้งโลกแล้ว และตามสัญชาตญาณมนุษย์ทั่วไป ข่าวดีไม่มีใครสนใจ
แต่ข่าวร้าย “ใช่-ไม่ใช่” คนให้ความเชื่อไป ๘๐-๙๐% ก่อนแล้ว!
ถึงวันนี้แล้ว ทั้งสำนักพระราชวัง และรัฐบาล ดูเหมือนยังงง ไม่รู้จะรับมือ “กระแสข่าว” ที่ฮือโหมและทีท่ามีแต่แรงขึ้น…แรงขึ้น…แบบไหน
ที่พูดนี่ มิใช่ให้ไป “ห้ามเสนอข่าว”!
แต่เจตนาให้ “บริหารข่าว” ตั้งแต่เรื่องจับกุมคดีพงศ์พัฒน์โยงไปถึงสถาบัน และเรื่องการลาออกจากฐานันดรศักดิ์
ก่อนที่คำว่า “ใครเสนอได้-เสนอเอา, ใครเขียนได้-เขียนเอา” จะเป็นไฟเผาวอดทั้งหลังคา แล้วค่อยมาได้สติถึงคำว่า “ตัดไฟแต่ต้นลม”!
ขณะนี้ ชักไปกันใหญ่….
และที่เป็นประเด็น “น่าห่วง” ก็คือ การนำเสนอข่าว ลามขยายไปถึงการอ้างอิงพระบรมราชโองการ “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” พร้อมพระปรมาภิไธย แล้ว
มีการพูดถึงเงิน ๒๐๐ ล้าน
ถึงทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์
ถึงนายกฯ ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
และสื่อที่นำเสนอใช้เพียงคำว่า “มีรายงานเพิ่มเติม” แทนการอ้างอิงที่มาของข่าวสารชิ้นนี้
ไม่เท่านั้น เพียงใช้คำว่า “มีรายงานข่าว” สื่อทุกชนิดก็รายงานเรื่องพิธีหย่าเป็นฉากๆ เป็นตุ-เป็นตะ
รายงานถึงเงินก้อนหนึ่ง เรื่องรับ-ไม่รับ เรื่องพูดคำนั้น-ประโยคนี้ รวมถึงเรื่องชื่อใหม่ ชื่อนั้น-ชื่อนี้
และอีกหลายประเด็น ซึ่งล้วนอ้างอิงที่มาของข่าวด้วยคำว่า “มีรายงานข่าว” ทั้งสิ้น จริงแค่ไหน เท็จแค่ไหน หาข้อสรุปเป็นที่ยุติไม่ได้!
สำนักพระราชวังครับ….รัฐบาลครับ!
ใคร-ฝ่ายไหน เป็นผู้นำพระบรมราชโองการ ตามหัวหนังสือระบุ “พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน” ลงวันที่ ๑๑ ธันวาคม ๒๕๕๗ มีไปถึงประธานกรรมการทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ นำออกมาเผยแพร่ต่อสื่อ เพื่อให้สื่อนำไปแพร่ขยายอยู่ขณะนี้มิทราบ?
เข้าใจว่า ทั้ง ๒ แห่งนี้คงมิได้นำมาเผยแพร่ต่อสื่อ มิเช่นนั้น ในข่าวต้องระบุที่มาแทนคำว่า “รายงานข่าว” และโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจ คือทีวีพูลต้องรายงานดังที่รายงานทุกครั้ง
เพื่อความชัดเจนและความถูกต้อง ประชาชนจะได้เข้าใจไปในทิศทางเดียวกัน อยากให้สำนักพระราชวัง รัฐบาล และประธานกรรมการทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์
ออกมาทำความจริงให้ปรากฏด้วย!
ไม่ใช่อะไรหรอก มีผู้หวังดีแต่ประสงค์ร้าย กำลังหยิบเรื่องนี้ไปขยายและให้ความเห็นบนฐานข้อมูลนี้ระบาดทั่วโซเชียล มีเดีย
ด้วยเจตนา “ใส่ร้าย-ทำลาย” ต่อทุกฝ่าย โดยเฉพาะสถาบัน!
ชาวบ้านไม่ทราบหรอกครับว่า “ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์” นั้น ทุกวันนี้ ไม่ใช่ทรัพย์สินของพระมหากษัตริย์แล้ว
เพราะถูก “คณะราษฎร” ที่เปลี่ยนแปลงการปกครอง เมื่อปี ๒๔๗๕ ยึด “ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์” ไปเป็นของรัฐบาลตั้ง ๘๒ ปีมาแล้ว
คงแต่ชื่อ “ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์” ไว้
แต่ทรัพย์สินจริงๆ ไม่ใช่ของพระมหากษัตริย์ดังที่เข้าใจกัน ตกเป็นของหลวง โดยรัฐบาลเป็นผู้ดูแล เป็นผู้บริหาร
คนที่เป็น “ประธานกรรมการทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์” ก็คือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โดยตำแหน่ง
ดังนั้น พระบรมราชโองการที่เผยแพร่ เรื่องขอพระราชทานเงิน ๒๐๐ ล้าน และอนุญาต นั้น
จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีคำยืนยันถึง “ความถูกต้อง” ของหนังสือฉบับนี้ และคำอธิบายจากรัฐบาล จากรัฐมนตรีคลัง
ทั้งนี้ เพื่อความรอบคอบในการรับรู้ข่าวสารสำคัญๆ ตรงตามเป็นจริง ในยุคสื่อสารครองโลกอันเต็มไปด้วยการสอดแทรก-แปลกปลอม ขืนนิ่งเฉย สถาบันพระมหากษัตริย์จะตกเป็นเหยื่อ อย่างที่รู้ๆ กันอยู่
รัฐบาลครับ….
อย่าปล่อยเรื่องนี้ให้คลุมเครือ ให้ชาวบ้านคิดเอง-เชื่อเอง สิ่งไหนคือความจริงที่สาธารณชนควรรู้ และมีสิทธิ์จะรู้ ต้องแถลงให้เขารู้
ขืนทำเป็นทองไม่รู้ร้อน จริงก็เฉย เท็จก็เฉย ปล่อยให้สังคมสื่อ สังคมชาวบ้านสืบเสาะ สอดรู้ และใส่กันเอง
พูดได้คำเดียว…..จะสายเกินแก้!
ท่านนายกฯ ประยุทธ์รับหน้าเสื่อทีเถอะ รีบหาคนเข้ามา “บริหารข่าว” ในส่วนนี้ให้เป็นเอกภาพโดยด่วน อย่าให้ผมต้องพูดมากกว่านี้
แค่นี้ก็ถือว่า “มาก” เกินพอแล้วครับ.

ติดตามข่าวด่วน เกาะกระแสข่าวดัง บน Facebook คลิกที่นี่!!