หน้าแรก งาน-อาชีพ ปริญญา มีค่าน้อยกว่าตั๋วหนัง

ปริญญา มีค่าน้อยกว่าตั๋วหนัง

Akekapong Akekapong Treetrong

อ่านก่อนที่ปริญญาจะมีค่าน้อยกว่าตั๋วหนัง !!
คณบดีคณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากรเขียนได้แสบและแซ่บจริงๆ ที่สำคัญมันจริงอย่างที่ว่า !!!

การศึกษาไทย ถึงขั้นต้องปฏิวัติ ปฏิรูปไม่พอเพราะล้มเหลวทั้งระบบโดยสิ้นเชิงแล้ว ในขณะที่คนอยู่ในระบบการศึกษาก็ยังไม่รู้ตัวว่ากำลังตกอยู่ในระบบที่ล้มเหลวมานานแล้วเบลอและมึน ผู้รับผิดชอบทำอะไรกันอยู่ เรื่องนี้ปล่อยทิ้งใว้ไม่ใด้แล้ว ควรรีบเร่งตั้งแต่เมื่อวาน ก่อนที่จะสายเกินไป !!

1. เรามีวิชาสอนเยอะมากแต่หลายวิชาไม่ใด้มีประโยชน์ในการทำงานหรือใช้ในชีวิตประจำวัน หลายวิชาคร่ำครึไม่มีการพัฒนาการเรียนการสอน และมักใช้การเรียนการสอนในห้องกล่องสี่เหลี่ยมแทนที่จะใช้กระบวนการสอนประสบการณ์เชิงสร้างสรรค์แนวใหม่ และควรกำจัดวิชาที่ล้าหลังลงหลุมไปบ้าง. เน้นเนื้อดีกว่านำ้ บางวิชาควรเลือกไปอยู่นอกห้องเรียนใด้บ้าง ความเฟอะฟะของรายวิชามักอยู่ในระดับอุดมศึกษามากกว่า มัธยมและประถม

2. เราเรียนซำ้แล้วซำ้อีก เช่นเรียนตอน ม 6 มาแล้วก็ต้องเรียนซำ้อีกในมหาวิทยาลัย เรียนแล้วเรียนอีก แทนที่จะเรียนวิชาชีพไปเสียเลย ปูพื้นฐานกันซ้ำแล้วซ้ำอีก ทำให้ระบบในมหาวิทยาลัยเรียนมากแต่จบมาใช้การไม่ใด้เลย ไปเสียเวลากับการปรับพื้นโดยไม่ใด้มุ่งเน้นองค์ความรู้ในวิชาชีพที่แท้จริงกว่าจะเข้าสู่การเรียนเชิงวิชาชีพ ก็ปี3ปี4เสียเวลา บางวิชาควรเป็นการรับผิดชอบที่ต้องผ่านจากมัธยมปลาย แต่ต้องมาเรียนในมหาวิทยาลัยเรียนกันแล้วเรียนกันอีกตกกันแล้วตกกันอีก สุดท้ายทำงานไม่ใด้ เข้าสู่วิชาชีพช้าเกินไป เช่นเรียนบริหาร แต่จบมาทำใด้แค่เสมียน เรียนการตลาดจบมาทำใด้แค่ธุรการกระจอก จบออกแบบแต่ทำใด้แค่ลอกแบบ ก้อบปี้ จบสื่อสารมวลชนแต่สื่อสารระหว่างบุคคลล้มเหลว จบการเงิน แต่ทำใด้แค่นับเงิน วิเคราะห์ สังเคราะห์ ไม่เป็น

3. การศึกษาแต่เปลือกนอกขาดสาระการนำไปใช้ มุ่งเน้นแต่จบเพื่อใด้แค่ใบปริญญา แต่ขาดความพยายามเรียนเพราะอยากรู้ อยากเข้าใจจริง ค่านิยมและทัศนคติการเรียนผิดทั้งระบบ เรียนเพื่อแค่สอบผ่าน แต่ไม่ใช่เรียนเพื่อตั้งใจเอาไปใช้จริงในชีวิตและวิชาชีพ จริงๆ

4. ระบบการเรียนที่ไม่เคร่งครัดตามใจกลัวเด็กตก ไม่กล้าทำโทษ หรือไม่กล้าให้เรียนซ้ำชั้น มาเท่าไหร่จบหมดให้จ่ายครบจบแน่ ก็พอ หรือบางสถาบัน เกรงใจเด็กและผู้ปกครองร้องเรียน บางสถาบันมีการประเมินบ้าประเมินบอประกันคุณภาพจนครูเกรงใจเด็กไม่กล้าตำหนิไม่กล้าจัดการ หรือทำโทษ. สะท้อนให้เห็นการประกันคุณภาพบางตัวชี้วัดที่ก่อให้เกิดความไม่มีคุณภาพอย่างรุนแรง

5 ระบบการเมืองในมหาวิทยาลัย ความอีโก้ของครู ระบบหน้าที่รับผิดชอบของครู มีความเกินตัวจากเกณฑ์ประกันคุณภาพ ระบบจิตวิญญานแห่งครูล้มเหลวไปนานแล้ว ครูกลายเป็นพนักงานที่ขาดความศักดิ์สิทธิ์ ขาดความเป็นครูผู้มีบารมีให้นักเรียนเกรง มีการปีนเกลียว และระบบการเมืองห่วยๆในสถาบันการศึกษาที่ถ่วงความเจริญและก้าวหน้าของมหาวิทยาลัยอย่างหนักหน่วง ขาดความเป็นมืออาชีพ การให้อภัย และความรักภักดี

6. ระบบการประกันคุณภาพที่ซับซ้อนแต่ขาดการลุ่มลึก มีภาระด้านเอกสารมากกว่า ภาระสอน มองแต่เพียงการเพิ่มผลงานวิชาการแต่ขาดทักษะวิชาชีพ แยกวิชาการแต่ทิ้งวิชาชีพ ซึ่งจริงๆแล้วควรบูรณาการกันให้ใด้ระหว่างวิชาชีพกับวิชาการเพราะสุดท้ายเราต้องสอนคนให้มาประกอบวิชาชีพไม่ใช่มาประกอบวิชาการ ต่อจากนี้จะมีคนรู้วิชาการแต่ไม่สามารถประกอบวิชาชีพใด้เลย ผมว่านี่แหละคือหายนะอย่างใหญ่หลวง ที่ผู้ประกอบการเอือมระอาที่สุด!!

7.เรียนต่อ เรียนต่อ ไม่เลิก สุดท้ายเราไม่ใด้ผลิตคนมาให้กับสังคมวิชาชีพ แต่เราผลิตคนมาเพื่อเรียนต่อ เรียนต่อ สังคมการศึกษาที่มีแต่แนวตั้งและสูง แต่ขาดแนวนอน อาชีวะสูญพันธ์ มีแต่จบสูงอยู่บนหอคอย ทำอะไรไม่เป็น นี่คือนรกแห่งการศึกษาและทัศนคติของคนไทยที่ไม่ใด้มองความหลากหลายทางชีวะภาพขององค์ความรู้ ที่นำมาพัฒนาชาติจากความแตกต่าง

ผมบอกใด้เลยว่า บ้าไปแล้วโว้ย!! โดยเฉพาะการประกันคุณภาพที่มุ่งเน้นให้มีด้อกเต้อร์เต็มเมือง แต่ขาดความเชี่ยวชาญ!!

การศึกษาต้องปฏิวัติครับ เราปฏิวัติแล้วในระบบการเมือง การศึกษาก็ควรเร่งปฏิวัติ ไม่ใช่ปฏิรูป การปฏิวัติไม่ควรเสียของ!!

นี่คือเสียงเตือนที่จริงใจของผม. อ เอก. คณบดี คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร เขียนด้วยตัวเองจริงๆไม่คร้อบมาจากใคร!!

นายกควรอ่าน ฝากแชร์และร่วมกันแก้ปัญหาวาระแห่งชาติครั้งนี้ ก่อนความล่มสลายจะเกิดในระบบจนแก้ไม่หาย!!

ติดตามข่าวด่วน เกาะกระแสข่าวดัง บน Facebook คลิกที่นี่!!