หน้าแรก ทั่วไป จริงยิ่งกว่าละคร พ่อล่ามโซ่ลูก ทิ้งไว้เพียงลำพัง

จริงยิ่งกว่าละคร พ่อล่ามโซ่ลูก ทิ้งไว้เพียงลำพัง

พ่อแท้ๆล่ามโซ่ทิ้งลูกใว้เเล้วย้ายบ้านไปอยู่อีกที่เพราะความเชื่อว่าลูกเป็นตัวซวย

10351830_538442812924928_426832844343514306_n

10322624_538442769591599_4561721067248187806_n

“หน่อย” อยู่โดดเดี่ยวลำพังในบ้านไม้ชั้นเดียว ยกใต้ถุนสูง…แต่ถูกล่ามโซ่ที่ข้อเท้าขวาไว้ สภาพโดยรอบมีกลิ่นเหม็นจากสิ่งปฏิกูลที่โชยออกมา
แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือ…เธออยู่ในสภาพเปลือยเปล่า!!!…นอนเปลือยกายคว่ำหน้าบนพื้นกระดานไม้ที่ผุพังเป็นรูพรุน โดยไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกใดๆ แม้แต่ “พัดลม”
มีเพียง “ถุงปุ๋ย” ที่อยู่บนพื้นไว้ห่มร่างกาย…เวลาหนาวหรือฝนตก…เท่านั้น
ไม่สามารถสื่อสารพูดคุยได้ ส่งเพียงเสียงอ้อแอ้ เหมือนพยายามจะสื่อสารอะไรบางอย่าง

จึงทำการสอบถามจากชาวบ้านที่อยู่ละแวกนั้น ก็ได้รับคำตอบที่ชวนสลดสังเวชใจยิ่งขึ้น…เมื่อพบความจริงว่า…คนที่ล่ามโซ่เธอ ให้อยู่โดดเดี่ยวลำพังในบ้านไม้ที่ชำรุด มีแต่กลิ่นเน่าเหม็น…ไม่ใช่ใครอื่น แต่คือ “พ่อบังเกิดเกล้า” ของเธอนั่นเอง
ย้อนหลังไป 23 ปีก่อน…พ่อของเธอเป็นพ่อค้าขายของชำในตลาดดำเนินสะดวก ต่อมาภรรยาได้ตั้งท้องลูกคนที่ 3 เมื่อคลอดออกมาเป็น “ผู้หญิง” ก็คือ “หนูหน่อย” ซึ่งเลี้ยงดูมาเรื่อยๆ แต่กลับพบว่า การค้าขายติดขัด การเงินมีปัญหา

เคราะห์ซ้ำกรรมซัด…“หนูหน่อย” ลูกสาวคนเล็ก…มีพัฒนาการช้า ไม่มีวี่แววที่จะพูดซักคำ และชอบร้องไห้ส่งเสียงดังเป็นประจำ เหมือนสติไม่สมประกอบ เคยพาไปหาหมอดู ก็ทักโน่นทักนี่ไปต่าง ๆ นานา ซึ่งล้วนแต่เป็นเรื่องที่ไม่ดีทั้งสิ้น

เมื่อเป็นเช่นนี้ ผู้พ่อจึงตัดสินใจพาครอบครัวย้ายหนีออกจากบ้านหลังนี้ ไปตั้งรกรากใหม่ที่อยู่ห่างออกไปเกือบ 20 กิโลเมตร และทิ้งให้ “หนูหน่อย” อยู่เพียงลำพังคนเดียว
แต่สภาพของเธอ กลับเป็นที่ชินชาของชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในละแวกนั้น เพราะคิดว่าเป็นเรื่องภายในครอบครัว จึงไม่มีใครอยากเข้าไปยุ่งเกี่ยว หรือยื่นมือให้ความช่วยเหลือ
หลังทราบเรื่องราวต่างๆ ทั้งหมด พลเมืองดีรายนี้จึงนำเรื่องไปปรึกษาหารือกับ “มูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี” เพื่อขอให้เข้าช่วยเหลือ “หนูหน่อย” ให้พ้นจากทุกขเวทนา…ที่ผู้เป็นพ่อหยิบยื่นให้

ฝ่าย “ผู้เป็นพ่อ” หลังทราบว่า มีเจ้าหน้าที่ไปช่วยเหลือ “ลูกสาว” ก็รีบเดินทางมาที่บ้าน พร้อมกับนำกุญแจมาไขโซ่ที่ล่ามข้อเท้าของลูกสาว และนำเสื้อผ้ามาสวมใส่ให้ทันที ทั้งพยายามอธิบายถึงเหตุผลความจำเป็นที่ต้องทิ้งลูกสาวไว้เพียงลำพัง เพราะเกรงว่าจะออกไปทำความวุ่นวายกับชาวบ้าน หรือเกรงว่าจะมีคนมาทำร้ายลูก จึงได้ล่ามโซ่ไว้บนบ้านคนเดียว แต่จะนำอาหารมาให้กินตลอด

แต่ “เจ้าหน้าที่รัฐ” ก็ได้อธิบายทำความเข้าใจว่า บุพการีไม่มีสิทธิที่จะกักขัง ทำร้ายลูก ถึงแม้จะเข้าใจว่า ลูกมีอาการทางประสาทก็ตาม แต่ควรที่จะส่งตัวเข้าบำบัดรักษา มิใช่การกักขัง…เช่นนี้

บทเรียนของ “หนูหน่อย” ถือเป็นอุทธาหรณ์ที่ดีให้กับ “สังคมครอบครัว” ได้ตระหนักว่า สิ่งใดควรทำ-สิ่งใดไม่ควรทำ อย่าพิพากษาใครเพียงเพราะ “ความเชื่อ” ของ “ผู้นำครอบครัว” เพียงอย่างเดียว

ติดตามข่าวด่วน เกาะกระแสข่าวดัง บน Facebook คลิกที่นี่!!