หน้าแรก ทั่วไป เรื่องจริง ยิ่งกว่านิยาย ผู้หญิงคนนี้กำลังต้องการกำลังใจมากที่สุด

เรื่องจริง ยิ่งกว่านิยาย ผู้หญิงคนนี้กำลังต้องการกำลังใจมากที่สุด

สมาชิกหมายเลข 2185697

เราได้พบกระทู้จากสมาชิกพันทิป เล่าเรื่องราวระบายความในใจ เปิดเผยความจริงในชีวิตของเธอ ที่อ่านแล้ว ทำให้รู้สึกสงสารและเห็นใจเธอเป็นอย่างมาก และในอีกมุมหนึ่งก็ทำให้ได้รู้ว่า ชีวิตของเราที่บางครั้งไม่สวยงามนั้น ยังมีคนที่ต้องเจอเรื่องหนักหนามากกว่าเราหลายเท่าตัวนัก เรื่องราวของเธออาจทำให้คุณได้เข้าใจความทุกข์ของคนใกล้ๆตัวมากขึ้น ลองมาอ่านเรื่องราวของเธอกันดีกว่า

…….

เคยโดนพี่ชายซ้อมและล่วงเกินทางเพศ สูญเสียคุณพ่อคุณแม่ในปีเดียวกัน ทำยังไงไม่ให้ความทรงจำนี้มีผลกระทบต่อชีวิตปัจจุบัน 18+

ตอนนี้เป็นโรคซึมเศร้าค่ะ พึ่งเริ่มไปพบจิตแพทย์และคุณหมอมา2อาทิตย์ และเริ่มทานยาตามที่คุณหมอสั่ง จริงๆเราเป็นโรคซึมเศร้ามาได้3-4ปีแล้ว แต่ไม่ได้รักษาอย่างจริงจังเพราะคิดว่าไม่เป็นไรมาก บวกกับมีอาการตลอดหลายปีเลยคงชิน แต่ตอนนี้ชีวิตของเรากำลังจะดีขึ้น พอมีอาการซึมเศร้าเป็นๆหายๆ สลับกับมีความสุขกับการเริ่มต้นชีวิตใหม่ เลยเห็นได้ชัดว่าตัวเองยังเป็นโรคซึมเศร้าและต้องการการรักษาอย่างจริงจัง

ปัญหาต่างๆเราได้ผ่านมันมาแล้ว แต่ปัญหาเหล่านั้นได้ทิ้งความทรงจำเหมือนแผลสดที่ไม่เคยตกสะเก็ด ซึ่งเราเลือกที่จะใส่หีบล็อคมันไว้ในห้องมืดลึกที่สุดในใจเรา แล้วเราก็ลืมแล้วใช้ชีวิตต่อไปได้อย่างมีความสุข วันดีคืนดีถ้ามีอะไรมาสะกิด เราก็จะกลับมาเจ็บอีก พอหลายปีผ่านไป หีบนั้นก็มากขึ้นและมากขึ้นตามอายุ จนวันนี้ห้องมืดนั้นเต็มและล้นออกมา ทำให้เรามีอาการ โมโหง่ายโดยไม่มีเหตุผล อยู่ๆก็น้ำตาไหล และซึมเศร้าตามมา

จริงๆแล้วชีวิตของเราเกิดในครอบครัวอบอุ่นและมีฐานะ นอนกับพ่อและแม่จนอายุ13 แต่ความทรงจำอันโหดร้ายที่ไม่มีวันลบไปได้จากใจเราก็เกิดขึ้น พ่อกับแม่ก็จะปล่อยให้เราเล่นกับพี่ชายตอนปิดเทอม แล้ววันนึงช่วงเราอยู่ ป.2-3พี่ก็ล่วงเกินทางเพศแต่ไม่ได้มีการสอดใส่ มุดกระโปรงเราใต้ผ้าห่ม เวลานอนดูการ์ตูน Oralและใช้นิ้ว แล้วให้เราOralและใช้มือให้เขาด้วย เราเด็กมากและรร.ก็ยังไม่เคยสอนว่าสิ่งเหล่านี้คืออะไร เหมือนพี่แค่ชวนเล่น แต่เราก็รู้สึกอึดอัด เจ็บและไม่สบายใจ แต่พี่ก็ปลอบใจว่าใครๆเขาก็ทำกัน เดี๋ยวก็หาย และห้ามบอกพ่อกับแม่นะ

เขาก็ทำแบบนี้กับเราไปช่วงนึง (จนเราโตขึ้นหน่อย คือม.1 เราถึงรู้ว่านั่นคือการล่วงเกินทางเพศ แต่มันก็สายไปแล้ว และก็ไม่กล้าไปบอกใคร) และพี่ชายเราก็เริ่มเกเร เริ่มสูบบุหรี่ โดดเรียน พ่อเราก็เข้มงวดเกินไปบ้าง แนวๆไม้ดัดเลย ตีด้วยไม้เรียว เลือดไหลเป็นหยดเป็นทาง เตะ ต่อยพี่ชายเป็นการลงโทษ (ช่วงนี้เราป.4-ป.6 พอเราเห็นพี่โดนตี เราก็ได้แต่ร้องไห้และก็ร้องไห้) ส่วนแม่ของเราก็พยายามห้ามพ่อ เลยทำให้กลายเป็นพ่อโทษแม่ว่าเลี้ยงพี่ชายตามใจจึงเสียคน แล้วก็ตามมาด้วยพ่อกับแม่ทะเลาะกันรุนแรง พอเราเห็นพ่อแม่ทะเลาะกันก็พยายามห้ามแต่ก็จะโดนพ่อดุไปด้วย ช่วงนั้นเรารู้สึกอึดอัดเหมือนอกจะระเบิด เราก็เลยแก้ปัญหาให้ตัวเอง โดนการเข้าไปแอบในตู้เสื้อผ้า ไม่ก็ปีนโอ่งข้างบ้าน ขึ้นกำแพงแล้วปีนขึ้นหลังคา ทุกครั้งที่เราทำแบบนี้เราจะสบายใจขึ้น เวลาผ่านไปเราก็เริ่มเจอฟอยด์ที่ไว้สูบยาบ้าในห้องน้ำ ก็นำมาให้พ่อแม่ดู แล้วก็จดหมายรักระหว่างพี่ชายเรากับพี่สาวแม่เดียวกันแต่คนละพ่อ(ไม่ได้โตมาด้วยกัน พึ่งย้ายมา) เราอ่านแล้วก็งงมาก แล้วพี่ชายแท้ๆ กับพี่สาวคนละพ่อก็ติดยาบ้าไปด้วยกัน เราพยายามหาทางออกให้ตัวเองจึงหันไปทำหน้าที่ของตัวเองให้พ่อแม่สบายใจได้บ้าง คือการอ่านหนังสือ เรียนพิเศษทุกวัน ทำกิจกรรมที่รร.เพื่อลืมปัญหาต่างๆ พอเราผลการเรียนดีและกิจกรรมเด่น แทนที่จะดี แต่กลับตรงกันข้าม พ่อเอาเราไปเปรียบเทียบกับพี่ชายทุกครั้งที่พี่ชายเกเร ว่าทำไมไม่ทำตัวดีและเก่งเหมือนน้อง นานวันไปเราเดาว่าสิ่งนี้มันเกิดเป็นเรื่องเคืองใจในใจพี่ชายเราจนทำให้ทำร้ายเราต่อมา

แล้วเมื่อเราอายุ 13 พี่ชายเราก็ต่อยเรา ด้วยเหตุผลที่ว่าไปเหยียบเท้าเขา และเรียกเขาว่ามัน แต่ความจริงเราใช้คำว่ามันแทนการกระทำของเขา ไม่ใช่ตัวเขา พอเราบอกว่าจะบอกแม่ พี่ก็ท้าว่าเอาสิ พี่เลยลากเราถูไปกับพื้นเพื่อไปหาแม่ พอเราบอกแม่ว่าพี่ต่อยเรา แม่บอกว่าอย่าบอกพ่อน่ะ เพราะถ้าบอกพ่อ พี่ชายเราต้องตายแน่ๆ เราก็เลยไม่ได้บอก กลับมาห้องแล้วโทรศัพท์หาแฟนพี่ชาย ปรึกษาปัญหานี้ให้ช่วยบอกพี่ชายทีว่าอย่าทำกับเราอีก แล้วพี่ชายเข้ามาเจอตอนคุยอยู่พอดี เขาขว้างโทรศัพท์ แล้วจับหัวเราโขกกับหัวเตียงไม้สักแกะสลัก หัวเราโนเกือบจะแตก พอผ่านไปหนึ่งชม. พี่ชายเราก็มาคุกเข่าขอโทษและบอกว่าไม่ได้ตั้งใจ ด้วยความที่เรารักเขาและเดาว่าคงเป็นเพราะยาบ้าเขาถึงเป็นแบบนี้ เราจึงไม่บอกใครอีกและให้อภัยเขา

พี่ชายเราก็เพิ่มดีกรีความเกเรมากขึ้นเรื่อยๆ ขโมยเงินพ่อแม่ เอาของไปขาย และหนีออกจากบ้าน วันนึงพอเงินหมด ก็ให้เพื่อนโทรมาบ้านบอกว่าเขาประสบอุบัติเหตุอยู่ในรพ.ให้พ่อแม่รีบไปดู เราร้องไห้เสียใจกลัวว่าพี่จะเป็นอะไร พ่อกับแม่ขับรถออกไปอย่างเร็ว ผ่านไปไม่เกิน10 นาที พี่ชายปีนเข้าบ้านมากับเพื่อน มาขโมยทองและของไปขาย พอพ่อแม่กลับมาก็เล่าว่าหาพี่ชายในรพ.นั้นไม่เจอ สรุปเป็นแผนของพี่ชายนั่นเอง

ตั้งกระทู้ครั้งแรกนะค่ะ ถ้าพิมพ์งงรึเว้นวรรคผิดยังไง ขอโทษด้วยค่ะ

หลังจากนั้น พี่ชายก็กลับมาอยู่บ้านถึงเลิกยาบ้าแล้ว แต่ถ้าดื่มเหล้าก็จะมีอาการโมโหรุนแรง เราจึงตัดสินใจขอพ่อแม่ ไปเรียนต่อเมืองนอก เพื่อมีสิ่งแวดล้อมดีขึ้น และอยู่ไกลๆจากพี่ชาย ชีวิตช่วงนั้นดีมากๆ มีความสุขและสบายใจ พอเรียนจบระดับมัธยมปลายกลับมาเรียนต่อมหาวิทยาลัยในไทย คิดว่าอะไรๆในไทยคงคลี่คลายไปแล้ว แต่แล้วปัญหาเดิมๆก็กลับมาอีก วันนึงเราเริ่มทะเลาะกับพี่ชายจำไม่ได้ว่าทะเลาะเรื่องอะไร จำได้ว่าเขาเมา เขาก็เข้ามาบีบคอเรา วันรุ่งขึ้นตัวเราช้ำเป็นจ้ำๆรอยนิ้วมือเขาที่บีบแขนเราไปหมด

แล้วเหตุการณ์ต่อมาที่เขาทำร้ายเราคือ เขาต้องการจะลงทุนทำธุรกิจ แล้วชวนเราร่วมแต่เราปฏิเสธเขาว่าเราไม่ถนัดและเรามีอย่างอื่นที่ต้องทำอยู่แล้ว พอเขาเมาก็เริ่มโมโหเรา เอาปืนมาจ่อหัวเรา ช่วงนี้เราเริ่ม18ล่ะ เมื่อไหร่ที่เขาทำร้ายเรา เราไม่กลัวตายหรือเจ็บร่างกายเหมือนตอนเด็กๆแล้ว แต่เรากลับเจ็บเหมือนหัวใจของเราโดนกรีด กดดัน และเจ็บแค้น และแล้วเราก็เริ่มทำร้ายตัวเอง เมื่อเรากดดันอะไรมากๆ เราจะกรีดข้อมือตัวเอง ซึ่งเราไม่ได้อยากตาย แต่พอเจ็บแล้วเหมือนได้ระบายความทุกข์ออกไปบ้าง เรากรีดจนเป็นนิสัย ไม่สบายใจก็ทำ แต่ไม่มีใครรู้ เราจะใส่เสื้อแขนยาวบังตลอด ติดทำอยู่อย่างนี้ 1-2ปี รู้ตัวอีกทีแผลเป็นก็เต็มแขน และเย็บหลายเข็ม จึงมาเสียใจกับสิ่งที่ทำกับตัวเอง วันนึงก็เลยหยุดและคิดได้ว่า ที่ผ่านมาเรามีแต่พยายามเข้าใจเขาและสงสารพี่ชาย แต่ไม่สงสารตัวเองเลย

เราจึงสัญญากับตัวเองว่าเราจะไม่ทำอีก และหาวิธีป้องกันตัวเองจากพี่ชาย คืออยู่ห่างๆเขา ห่วงตัวเองมากกว่าตัวเขา และใช้วิธีเขียนจดหมายขึ้นมาหนึ่งฉบับในสิ่งที่เขาทำกับเรา แต่แน่นอนเราไม่ได้เขียนละเอียดขนาดในกระทู้นี้ เขียนเพียงเขาทำร้ายเรา เราจำได้ และสิ่งที่เขาทำมันมีผลกระทบต่อสภาพจิตใจของเรา แล้วครั้งต่อไปที่เขาจะทำร้ายเรา เราก็ได้ให้จดหมายฉบับนี้ แล้วมันก็ได้ผล เขาเลิกทำร้ายเรา

พอเราเรียนจบมหาวิทยาลัย เราก็ได้ทำงานที่ชอบและเป็นอาชีพที่หลายคนใฝ่ฝันอยู่2ปี ดูเหมือนชีวิตจะไปในทางที่สดใสได้สักที แต่แล้วก็เหมือนประวัติศาสตร์ซ้ำรอย ด้วยอาชีพนี้พาเราไปพบผู้ชายคนนึง เราขอเรียกเขานามสมมุติว่า พี่แมน ที่มีอาชีพใกล้เคียงและมีชื่อเสียง อายุเขาเท่ากับพี่ชายของเรา เขาจีบเราอยู่ร่วมปี และแล้วเราก็ไปตกหลุมรักกับผู้ชายที่มีลักษณะคล้ายกับพี่ชายของเรา ซึ่งเราอยู่รู้ว่าเขามีปัญหายาเสพติด ซึ่งเราก็โลกสวยเชื่อพี่แมนที่บอกว่าเขาเลิกยาแล้ว เขาอยากมีชีวิตที่ดีขึ้น จิตใต้สำนึกของเราอยากจะแก้ไขปัญหาของเขาเพราะเราเคยช่วยพี่ชายเราไม่ได้เพราะเราเด็กเกินไปในตอนนั้น

ที่เรามาตั้งกระทู้ที่ดูจะดราม่านี้เพราะหวังว่า การระบายนี้ อาจทำให้ห้องมืดของเราว่างขึ้นบ้าง

ต่อเรื่องของพี่แมนนะค่ะ คบกันแรกๆเขาดีมากๆค่ะ ดูแลเราและพ่อแม่เราดี แต่พอผ่านไป6เดือนลายเขาก็เริ่มออก เริ่มบอกว่ายาไอซ์เป็นยารัก ถ้าคนรักกันเล่นด้วยกันจะรักกันมากขึ้น เราก็บอกค่ะ ว่าเราไม่เคยลองและไม่ต้องการจะลองด้วย เราบอกถ้าเขากลับไปเล่นยาเราเลิกกัน เขาก็เงียบไป ต่อมาอีกเดือน เขาก็คะยั้นคะยออีก จนวันนึงเขาเอาเพื่อนผู้ชายลูกครึ่งนิโกรคนนึงมาด้วยโดยไม่บอกเราก่อน แล้วก็เล่นไอซ์ต่อหน้าต่อตาเราเลย เราก็ทะเลาะกัน เขาพยายามบังคับให้เราเสพยาไอซ์ แต่เราก็พยายามเอาตัวรอดบ่ายเบี่ยงไป แล้วเขาก็เริ่มมีอาการหลอนแปลกหลังเล่นยาไอซ์ เราจึงฟ้องที่บ้านเขาและเอาเขาไปบำบัด พอจะหายๆ ก็กลับไปเล่นยาอีก พอเขาบังคับเราให้เล่นด้วยไม่สำเร็จก็เริ่ม ขู่ว่าถ้าเราไม่เล่นกับพี่ พี่ก็จำเป็นต้องเล่นกับผู้หญิงคนอื่น เราก็ใจแข็ง ถ้าห้ามไม่อยู่เราก็ปล่อยไป บอกเขาว่าใฝ่ต่ำก็เอาเลย เราก็เดินจากเขาไปเอง

แล้วทุกครั้งที่เขานอกใจเราโดยการเล่นยาและนอนกับผู้หญิงคนอื่น ทุกครั้งหลังจากนั้นเขาก็จะมีอาการทางประสาทแล้วกลับมาขอโทษ เขาธูปเทียนแพ ดอกไม้มากราบเท้าเราและพ่อแม่ และบอกเราว่าเขาต้องการให้ช่วย ถ้าไม่ช่วยเขา เขาก็ไม่มีใครอีกแล้ว พอเราเห็นเขาไม่สบายก็ใจอ่อนกลับไปคบกับเขาอีก อาการของเขาน่ากลัวมาก เช่น หลอนไปเองว่าเรามีชู้ มีคนตามจะมาฆ่าเขาบ้าง ได้ยินเสียงกระซิบ หลอนว่าเรามีคนจ้างมาเพื่อมาคบกับเขาเพื่อสืบเรื่องเขา จินตนาการบ้างว่าตัวเขาเป็นลูกเจ้าลูกพ่อไหนไม่รู้ บางครั้งเราขยี้ตาหรือจับหัว เขาจะคิดว่าเราส่งสัญญาณอะไรให้กล้อง ซึ่งเป็นกล้องที่เขาคิดไปเองว่ามีคนมาติดในรถ และตามหลอดไฟในบ้าน หนักถึงขนาดคิดว่าเราติดยา ทั้งๆที่เขาเองแหละที่เป็นคนติดยาและนอกใจ พอเขามีอาการเราก็ต้องมาดูแลเขาถึงขนาดอาบน้ำให้ เช็ดอุจจาระราด พาไปหาหมอ คอยเอายาให้กิน คอยพูดคุยปลอบใจและดึงเขากลับมาสู่ความจริง จนเขาค่อยๆดีขึ้น ครั้งนึงใช้เวลากว่าเขาจะพูดรู้เรื่องเป็นเดือน พอเขาอาการเริ่มดีขึ้นก็กลับไปเล่นยาไอซ์อีก แล้วก็วนเข้าลูปเดิม

ยอมรับมาเครียดมากๆ เราเครียดจนเวลาลูบผมตัวเอง ผมหลุดออกมาเป็นกำๆ ถึงช่วงที่เขาไม่ได้เล่นยา เขาก็มาแนวพี่ชายเราเลย คือดื่มเหล้ารึนอนน้อย ก็จะอารมณ์ร้าย รุนแรงกับเรา มีครั้งนึงถึงกับตบเราจนเส้นเลือดในตาเราแตก ตาขาวเป็นสีแดงๆทั้งตาเลย สรุปคบกับพี่แมนรวมแล้ว 3ปี นอกใจพร้อมกับเล่นยาไปทั้งหมด 3ครั้ง ถึงตอนนี้คงมีคนสงสัยว่าทำไมเราถึงไม่เลิกไปตั้งแต่แรก ตอนนั้นเราคิดว่าคนเราผิดได้ ถ้าได้รับโอกาส ความรักและการใส่ใจที่เพียงพอ เรามีความหวังว่าเขาจะดีขึ้นได้ แต่เราก็บอกเขาไว้ว่าเราให้โอกาสเขาเพียง3ครั้งเท่านั้น และพอเขาทำผิดครั้งที่ 3 เราก็เลิกขาดกับเขาเลย เปลี่ยนเบอร์ และตัดขาดไม่ให้เขาติดต่อเราได้สักทาง

ครั้งสุดท้ายนี้ก่อนเลิกกันเขาขู่ว่าจะเล่นยาจนตายไปข้างนึง เราก็ยังใจแข็ง และแล้วเขาก็หลุดอาการหนักครั้งนี้ บวกกับไม่มีเราที่คอยเอาเขาไปบำบัดอย่างเคย เขามีอาการหลอนจึงขนาดแก้ผ้าเดินกลางถนนใกล้บ้าน เพื่อนบ้านโทรมาเล่าให้เราฟัง แล้วเขาก็ไปโวยวายในสถานที่สำคัญแห่งหนึ่ง จนกลายเป็นข่าวใหญ่โต เราก็ได้แต่อวยพรอยู่ไกลๆให้เขาหาทางออกได้ด้วยตัวเอง และดีใจที่เราหลุดออกจากความห่วงที่เป็นเวรกรรมครั้งนี้ได้ เราทำใจได้ไม่เกิน1เดือน เราก็เดินทางไปบวชชีพราหมณ์กับวัดที่เคร่งครัดวัดนึงที่ต่างจังหวัด3วัน พอเราออกมาจากวัดและเปิดมือถือ แม่ก็โทรมาว่า แม่กับพ่อไปตรวจร่างกายมา พบว่าเป็นมะเร็งขั้นสุดท้าย…

ตอนแรกไม่เชื่อผลตรวจร่างกายของหมอเลยค่ะ เพราะพ่อและแม่ดูแข็งแรง เพียงแค่มีอาการปวดเอวปวดหลังเท่านั้น บวกกับท่านตรวจร่างกายตลอดทุกๆ6เดือน งงว่าทำไมถึงไม่เจอ ในตอนนั้นพึ่งได้เปลี่ยนสายการทำงานเพราะอยากจะไปห่างๆจากแฟนเก่าพี่แมนหน่ะค่ะ เป็นงานที่ชอบอีกค่ะและเรียนตรงสายมาทางนี้ ทำได้สักพัก ก็ไม่ค่อยเป็นอันทำงานค่ะ เพราะกังวลเรื่องพ่อแม่ เข้าๆออกๆรพ. ท่านถึงขนาดขอรพ.ห้องพิเศษมีสองเตียงค่ะ สักพักคุณแม่ก็ขอแยกห้องเพราะต้องการพักผ่อนมากขึ้น จึงต้องการคนมาดูแลทั้งคู่ คนละห้อง เราจึงตัดสินใจออกจากงาน แล้วมาดูแลแม่อย่างเต็มเวลาค่ะ นอนด้วยกัน กินด้วยกัน ดูแลกันไป ในรพ.ตลอด4-6เดือน แล้ววันนึงคุณแม่อยู่ๆก็เริ่มไม่พูดค่ะ ถามอะไรไม่ตอบ กินแล้วอ้วก คุณหมอก็บอกให้ทำใจได้แล้วค่ะ ระหว่างนั้นสวดมนต์ให้แม่ฟังตลอดทุกวัน วันละหลายๆรอบ อ่านหนังสือธรรมะให้ท่ายปล่อยวาง แต่ก่อนที่คุณแม่จะไม่พูดท่านกังวลมากเพราะคุณแม่ไม่ได้จดทะเบียนกับคุณพ่อ บอกให้เราไปทำเรื่องรับรองบุตรซ่ะ จะได้ไม่ลำบาก อยากให้เราแต่งงานไป แต่เราตอนนั้นไม่ได้มีใครเป็นตัวเป็นตนค่ะ และแล้ววันนั้นก็มาถึงค่ะ คุณแม่ท่านสิ้นลมจากไปอย่างเงียบพร้อมกับเสียงสวดมนต์ของเรา สวดส่งท่านให้ไปในที่สงบค่ะ 5นาทีหลังท่านเสีย

เราต้องรวบรวมความเข้มแข็งปาดน้ำตาออกจากหน้า เพราะคุณพ่อก็ไม่สบายถ้าท่านเห็นจะยิ่งทรุดหนัก ในขณะที่พี่ๆร้องไห้ เราก็เอาปากกากระดาษมาวางแผนงานศพค่ะ เราทำด้วยตัวเองทุกขั้นตอนอย่างดีที่สุดที่เราจะทำได้ ให้พ่อแค่สั่งมาเท่านั้น ลูกคนนี้จัดการได้ค่ะ ตั้งแต่แต่งตัวแม่ แต่งหน้าศพแม่กับมือ และพูดประวัติท่านในงานศพ ทำหนังสือเป็นที่ระลึกในงาน งานศพคนมาร่วมกว่า500คนค่ะ ระหว่างนั้นคุณพ่อเศร้ามากๆค่ะ บอกแต่ว่าจะฆ่าตัวตายตามไปให้ได้ เราจึงเอาปืนทุกกระบอกทั้งสั้นและยาวไปซ่อนค่ะ และกิน นอน และไปทำงานกับพ่อ แทบไม่มีช่วงไหนเลยที่พ่อคลาดสายตาค่ะ และแล้วอาการของคุณพ่อก็ทรุดลงเรื่อยๆเป็นเวลา4เดือนหลังคุณแม่เสีย

แล้วจะมาเล่าต่อนะค่ะ เรื่องมันค่อนข้างยาวมากๆ ยาวและดราม่ากว่าละครหลังข่าวค่ะ มาติดตามอ่านกันต่อนะค่ะ ที่ตั้งกระทู้นี้ปัจจุบันนี้อาการดีขึ้นเยอะค่ะ แต่การที่เข้มแข็งมากๆ และผ่านอะไรมามากๆ โดยไม่ได้หยุดเสียใจหรือได้รับการฟื้นฟูจิตใจ มันทำให้สะสมและมีผลกระทบต่อจิตใจในปัจจุบันค่ะ หลายคนที่รู้จักเจ้าของกระทู้จะชอบคิดว่า เราเกิดมาโชคดีทุกอย่าง มีฐานะ หน้าตาดี เรียนดี การงานดี เก่ง ชีวิตคงมีความสุขสบายดี ดังนั้นพอจขกทพยายามจะเล่าอะไรให้ใครฟัง ใครก็จะไม่เชื่อ และจะบอกว่าเราคิดมากไปเอง สรุปก็แทบไม่เคยจะได้เล่าอะไรให้ใครฟังอย่างจริงจัง จขกทอยากเล่าเป็นอุทาหรณ์ด้วยค่ะ ตอนต่อไปจะเป็นความวุ่นวายเรื่องพี่น้องและธุรกิจครอบครัวค่ะ ขอบคุณสำหรับทุกกำลังใจนะค่ะ

ถึงตอนนี้ขอนอกเรื่องมาเพื่อนนิดนึง ก่อนจะเล่าเรื่องคุณพ่อต่อนะค่ะ เพราะหลายคนอาจจะคิดว่า เจ้าของกระทู้ไม่มีเพื่อนเลยเหรอ ทำไมถึงไม่เล่าปัญหาให้เพื่อนฟัง แต่กลับมาตั้งกระทู้ระบายแบบนี้ จขกทแทบไม่มีเเพื่อนสนิทเลยค่ะ มันเกิดขึ้นจาก…

ตอนนี้ขอย้อนกลับไปนิดนึง กลับไปช่วงมัธยมปลายที่ไปอยู่เมืองนอก ช่วงเวลานั้นเราได้มีเพื่อนคนเกาหลีผู้หญิงนึงคน ขอเรียกเขาว่า กิค่ะ เราเรียนรร.เดียวกัน อายุน้อยกว่าเรานึงปี เราขึ้นรถบัสไปรร.ด้วยกัน ถ้ากิไม่เห็นเราที่ป้ายรถบัส เขาจะลงจากรถเพื่อยืนรอเราไปโรงเรียนด้วยกัน ทุกเช้าบนรถบัส กิจะเปิดกระเป๋าเรา เอาของในกระเป๋าออกมาจัดกระเป๋าให้ใหม่ทุกเช้า เพราะเราเคยลืมกล้วยในกระเป๋าแล้วดันใส่หนังสือลงไปทับ ซ่ะจนเป็นBanana Bombเละกระเป๋าไปหมด เราเป็นคนตระกะ กินอะไรร้อนๆลวกปากตลอด กิก็จะเปิดปากเรา เป่าลมให้เย็นลงทุกครั้ง

กิเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดในชีวิต กิเข้าใจเราทุกอย่างโดยที่ไม่ต้องอธิบายอะไรมาก 3ปีเราเรียนจบ เราก็ต้องกลับไทย แต่เขายังเรียนประเทศเดิม ก่อนกลับเราก็พูดเล่นๆว่า เราอยู่คนละประเทศถ้าอะไรเกิดขึ้นกับกิรึเรา เราจะรู้ข่าวเหรอ แล้วถ้าเราเป็นอะไรไป สัญญากันน่ะว่าจะต้องรีบมาหากันทันที แล้วเราก็ทำแหวนแกะสลักชื่อ เราและกิรอบวงในของแหวน และ รอบนอกของแหวนว่า Friends always พอเรากลับมาไทยได้ไม่นาน อยู่ๆกิก็ส่งข้อความมาในโทรศัพท์แปลเป็นไทยว่า “ชั้นไม่อยากจากเธอไปไหนเลย ชั้นรักเธอที่สุด อยากให้เธอรู้ว่าเธอคือเพื่อนที่ดีที่สุดในโลกและชีวิตของชั้น” เราอ่านก็ตกใจมากว่าใครแกล้งเขา เลยโทรศัพท์ไปหากิทันที กิรับโทรศัพท์ร้องไห้ เราถามว่าใครแกล้งเขา เราบอกว่าเราจะไปจัดการให้ กิก็บอกไม่มี แต่ก็ยังพูดซ้ำๆเหมือนเดิมว่าไม่อยากจากกัน เราก็งงนะ ทั้งๆที่ตอนนั้นเราก็กลับไทยได้หลายอาทิตย์แล้ว แต่แค่เตรียมตัวจะไปเรียนต่ออีกประเทศนึง

อีกนึงอาทิตย์ต่อมาเราพึ่งบินไปเรียนต่ออีกประเทศ แล้วก็มีเพื่อนของเพื่อนติดต่อมาจากประเทศที่กิและเราเคยเรียนอยู่ว่า ทำใจดีๆนะ กิขึ้นข่าวหน้าหนึ่งในนสพ.เลยเนื่องจากรถคว่ำเสียชีวิตแล้ว เราฟังแล้วหัวเราะว่าอำกันเล่นรึเปล่า เรายังไม่เชื่อจึงโทรไปถามเพื่อนอีกคนที่อยู่ประเทศเดียวกันกับกิ เขาคอนเฟิร์มว่ากิเสียชีวิตอย่างน่าสงสารมาก เขารถคว่ำตกเขาเพราะถนนลื่นเป็นน้ำแข็ง เขาไม่ได้เสียชีวิตจากรถคว่ำแต่เนื่องจากหนาวตาย เพราะตำรวจหาไม่เจอ ครั้งนี้คือครั้งแรกในชีวิตของเรากับการสูญเสียคนที่รัก เราอายุเพียง17ตอนนั้น รับมือไม่ถูกเลย ได้แต่ร้องไห้เป็นเดือนๆ และที่สำคัญคือเราผิดสัญญากับกิ คือเราไม่สามารถไปหากิได้ตามสัญญา เพราะเราอยู่ไกลกิมาก อีกฝั่งนึงของโลกก็ว่าได้ ข่าวก็รู้ช้า

งานศพก็มีขึ้นไปแล้ว สุดท้ายเราผ่านการสูญเสียนี้มาได้ด้วยการเห็นรูปกิยิ้ม เราจึงยิ้มให้รูปกิ และคิดไปว่าถ้ากิมองเราอยู่ตอนนี้แล้วเห็นเราร้องไห้ เขาคงเสียใจมากและกังวล เราจึงสัญญากับรูปกิว่า เธออายุเพียง16 มีอะไรอีกมากที่เธอไม่รู้และไม่เห็น เราจะใช้ชีวิตต่อไปเพื่อเธอ เรียนรู้ทุกอย่างในชีวิตเพื่อกิ ที่กิไม่มีโอกาสจะใช้ชีวิตนี้ได้อีกแล้ว ด้วยเหตุนี้เราจึงไม่อยากมีเพื่อนสนิทเป็นใครอีก ด้วยความคิดแบบเด็กๆว่าไม่อยากสูญเสียใครที่รัก

ขอบคุณทุกคอมเม้นท์และกำลังใจนะค่ะ รับรู้ถึงหัวใจอันอบอุ่นของทุกคนชาวพันทิพย์ค่ะ ไม่น่าเชื่อเลยนะค่ะว่าการที่มาตั้งกระทู้ระบายความรู้สึกนี้ เหมือนกับการค่อยๆเปิดหีบที่ถูกล็อคตาย ที่แอบไว้ในห้องมืด ที่ลึกที่สุดในหัวใจทีละใบ อดีตที่พยายามจะลืม แต่ในที่สุดอดีตมันก็คือตัวเราเองในวันนี้ ดูเหมือนจะลืมหรือลบอดีตออกไปไม่ได้ ถ้าลืมไม่ได้ ดูเหมือนการยอมรับมันโดยการมาแบ่งปันเรื่องราวนี้ ทำให้จิตใจเบาขึ้นจริงๆค่ะ

ตอนนี้เรื่องเดินทางมาแค่ครึ่งเดียวเท่านั้นค่ะ จะเขียนต่อวันนี้ก็คงไม่ไหวแล้ว เพราะการที่จะเปิดหีบทีละใบนั้นใช้พลังทางอารมณ์เหลือเกิน วันนี้ขอออกไปเรียนพร้อมกับกำลังใจจากทุกคนก่อนน่ะค่ะ กลับมาจะมาเล่าต่อค่ะ ไหนๆเราก็อุตส่าห์เปิดใจกล้าเล่าแล้ว ก็อยากให้คนอ่านกันเยอะๆค่ะ เรียนรู้ผ่านเรื่องราวของเรา ฝากติดตามเรื่องของเราต่อด้วยน่ะค่ะ

เรื่องราวของเธอยังไม่จบ โปรดติดตามต่อไป

ที่่มา http://pantip.com/topic/33512589

ติดตามข่าวด่วน เกาะกระแสข่าวดัง บน Facebook คลิกที่นี่!!