หน้าแรก ทั่วไป วันนี้ เมื่อ 68 ปีก่อน วันอานันทมหิดล

วันนี้ เมื่อ 68 ปีก่อน วันอานันทมหิดล

รัชกาลที่ 8

เรื่องโดย ศ.ดร. วิษณุ เครืองาม

ย่าผมเป็นคน 5 แผ่นดิน มากกว่าแม่พลอย 1 แผ่นดิน เพราะย่าเกิดปลายรัชกาลที่ 5 และอยู่มาจนถึงรัชกาลที่ 9 ความจริงคน 4 แผ่นดิน 5 แผ่นดินมีเยอะ สมัยก่อนเขานับการเป็นราษฎรอาวุโสกันจากการเป็นคนหลายแผ่นดิน เพราะแต่ละแผ่นดินมีเหตุการณ์ผันผวนแปลก ๆ หลายอย่าง ไหนจะภัยธรรมชาติ ไหนจะสงคราม เปลี่ยนแผ่นดินทีหนึ่งก็เปลี่ยนตราแผ่นดิน เปลี่ยนเงินตรา เปลี่ยนตัวข้าราชการ เปลี่ยนธรรมเนียม การอยู่หลายแผ่นดินจึงแสดงถึงการเป็นคนมากประสบการณ์ สมัยอยุธยา เจ้าพระยาบวรราชนายก (นกแก้ว) ท่านเป็นคน 10 แผ่นดินเห็นจะได้

การสละราชสมบัติของรัชกาลที่ 7 ใน พ.ศ.2477 ทำให้พระองค์เจ้าอานันทมหิดล เจ้านายพระชนมายุ 9 ชันษาได้รับราชสมบัติเป็นรัชกาลที่ 8

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร

รัชกาลนี้มีเวลายาวนานถึง 12 ปี แต่คนไทยได้เห็นพระรูปพระโฉมท่านรวมแล้วไม่ถึงปี เพราะขณะรับราชสมบัติก็ประทับอยู่ที่สวิตเซอร์แลนด์ ปีพ.ศ. 2481 ได้เสด็จนิวัติสยามช่วงสั้นๆ

ตอนนั้นพระชนมพรรษา 13 พรรษา ใครที่ได้เฝ้าเห็นก็พากันปลื้มนอนไม่หลับไป 7 วัน ย่าเล่าว่า แหม! ทรงน่ารักนัก เห็นพระพักตร์ท่านแล้วพาลจะร้องไห้ คิดถึงทูลกระหม่อมพ่อของท่านเขาว่าเป็นหมอ ตรวจโรครักษาคนไข้ไม่ถือพระองค์ เงินทองท่านก็บริจาคให้โรงพยาบาล ให้มหาวิทยาลัย แล้วดูซิ ลูกท่าน 3 พระองค์น่ารักทั้งนั้น ย่าออกพระนามตามที่คนสมัยนั้นพากันเรียกคือ “ในหลวงอานันท์” อานันท์แปลว่าเป็นที่รัก เป็นที่พอใจ

ปีพ.ศ. 2484 ถึง 2488 เป็นช่วงมหาสงคราม สัมพันธมิตรขับเครื่องบินมาทิ้งระเบิดแทบทุกวัน คนไทยต้องลงหลุมหลบภัยเวลา “หวอ” มา ตกค่ำต้องพรางไฟ ญี่ปุ่นเข้ามาเต็มบ้านเต็มเมือง โกโบริเข้ามาเจออังศุมาลินก็ตอนนั้นแหละ หลายคนต้องอพยพปิดบ้านหลบไปอยู่ต่างจังหวัด เศรษฐกิจตกต่ำ ความเป็นอยู่แร้นแค้น มีแต่คนค้ากับญี่ปุ่น คบกับต่างชาติเท่านั้นที่พอมีทางทำมาหากินอย่างอีสาบ้าง สงครามยุติแล้ว คนไทยก็ยังขวัญหนีดีฝ่อ ยิ่งลือกันว่าคราวสงครามเราอยู่ข้างญี่ปุ่น เมื่อญี่ปุ่นแพ้เราก็แพ้ด้วย ฤๅว่าหนนี้พวกสัมพันธมิตรที่ชนะสงครามจะรุมกันกินโต๊ะไทยเหมือนที่กินโต๊ะเยอรมนี อิตาลี ญี่ปุ่น ยิ่งผู้ชนะจะเข้ามาปลดอาวุธ และตั้งศาลโลกพิจารณาคดีผู้นำที่ก่อสงครามและเรียกร้องให้ไทยส่งผู้นำเหล่านั้นไปขึ้นศาลโลก เช่น จอมพล ป.พิบูลสงคราม หลวงวิจิตรวาทการ จนถึงชวลี ช่วงวิทย์ นักร้องกรมโฆษณาการหรือวงสุนทราภรณ์ คนก็ยิ่งขวัญเสีย ผมเคยถามว่าเจ๊ชวลีของผมร้องเพลงลูกเดียว แล้วไปเกี่ยวอะไรกับสงครามด้วย เขาตอบว่าก็เพราะเจ๊แกเป็นนักร้องดาวรุ่ง ร้องเพลงปลุกใจให้คนไทยรักชาตินี่แหละ จึงถูกหาว่าเข้าด้วยช่วยเหลือยุยงสนับสนุน จึงต้องเรียกมารายงานตัว เอ๊ย! พลอยมีความผิดไปด้วย!

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร

ย่าเล่าว่าคนไทยในเวลานั้น “เหมือนคนไร้ญาติขาดอีโต้” มันว้าเหว่บอกไม่ถูก รัฐบาลก็ไม่เป็นที่พึ่ง ตัวเองก็เอาตัวไม่รอดอยู่แล้ว นักการเมืองก็หวังอะไรไม่ได้ พระเณรที่หลบออกไปอยู่หัวเมืองก็ยังไม่กลับวัด

ปลายปี พ.ศ.2488 นั้นเอง สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 8 ในวัยหนุ่มพระชนมพรรษา 20 พรรษา เสด็จฯ กลับมาเยี่ยมบ้านเมือง “พระคืนมาเหล่าปวงประชาภักดี” เจ้าประคุณเอ๋ย! คราวนี้พระรูปพระโฉมงดงาม พระสุรเสียงไพเราะนัก

ย่าบอกว่าเหมือนเมื่อลมฝนบนฟ้ามาลิ่ว ต้นไม้พลิ้วลู่กิ่งใบ ทุกอย่างมีแต่ความผาสุก สดชื่น ชื่นฉ่ำ กำลังใจกลับมาอีกโข รู้สึกมีความหวัง ความผูกพันอย่างนี้ฝรั่งไม่มี จึงไม่เข้าใจ เหมือนที่วันนี้บ้านเมืองเรายังมีอะไรอีกหลายอย่างที่ฝรั่งไม่มีและไม่เข้าใจ เหมือนคนไทยที่แม้นับถือพุทธอย่างชาวภูฏาน ทิเบต แต่เราก็ไม่เข้าใจว่าทำไมเวลาไหว้พระ เช่น ที่พุทธคยา เขาต้องลงนอนกราบ หน้าผาก อก ข้อศอก เข่า ปลายเท้าต้องแนบจรดพื้นราบไปกับพื้นอย่างที่เรียกว่า “มอบกายถวายชีวิต”

เมื่อไม่เข้าใจก็อย่าไปวิจารณ์ซี้ซั้วต่าเลย เพื่อนผมเป็นคนไหหลำชอบเอ็ดคนอื่นเสมอว่า “บ่บั๊ด บ่ย้งก่ง”

วันนี้เมื่อ 68 ปีที่แล้ว 9 มิถุนายน 2489 ตอนเช้า รัชกาลที่ 8 เสด็จสวรรคตที่พระที่นั่งบรมพิมาน ก่อนเสด็จกลับยุโรปไม่กี่วัน ย่าเล่าว่าสงสารสมเด็จแม่ของพระองค์ท่านใจจะขาด เอาลูกท่านมาแล้ว ดูแลรักษาให้ปลอดภัยไม่ได้ สงสารพระราชอนุชาที่เคยเสด็จคู่กันราวกับฝาแฝด สงสารคนไทยที่ต้องว้าเหว่และตกใจสิ้นหวังครั้งใหญ่อีกครั้ง

กว่าจะทำใจได้ก็เมื่อพระราชอนุชาที่ขึ้นเป็นรัชกาลที่ 9 ในวันเดียวกันนี้ เสด็จกลับมาประทับอยู่กับราษฎรตลอดมาทั้งในยามทุกข์และยามสุข “คนไทยไม่ทิ้งกัน” ดังทุกวันนี้.

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร

เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล ไม่ได้ทรงประกอบการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกตามโบราณราชประเพณี ดังนั้น เพื่อเป็นการเฉลิมพระบรมขัติยราชอิสสริยยศ รวมทั้ง ยังได้ถวายเครื่องราชกกุธภัณฑ์บางองค์ เช่น นพปฎลเศวตฉัตร ซึ่งใช้ในการกางกั้นพระบรมศพและพระบรมอัฐิ จึงได้มีการประกาศเฉลิมพระปรมาภิไธยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลขึ้นเป็น “พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล อดุลยเดชวิมล รามาธิบดี จักรีนฤบดินทร์ สยามินทราธิราช” โดยประกาศเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2489

หลังจากนั้น เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2539 ในวโรกาสพระราชพิธีฉลองทรงครองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เฉลิมพระปรมาภิไธยพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล เป็นพระปรมาภิไธยอันวิเศษตามแบบแผนโบราณราชประเพณีว่า

“พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล อดุลยเดชวิมลรามาธิบดี จุฬาลงกรณราชปรียวรนัดดา มหิตลานเรศวรางกูร ไอศูรยสันตติวงศวิสุทธ์ วรุตมขัตติยศักตอรรคอุดม จักรีบรมราชวงศนิวิฐ ทศพิธราชธรรมอุกฤษฎนิบุณ อดุลยกฤษฎาภินิหารรังสฤษฎ์ สุสาธิตบูรพาธิการ ไพศาลเกียรติคุณอดุลยพิเศษ สรรพเทเวศรานุรักษ์ ธัญอรรคลักษณวิจิตรโสภาคยสรรพางค์ มหาชโนตมงคประณตบาทบงกชยุคล อเนกนิกรชนสโมสรสมมต ประสิทธิวรยศมโหดมบรมราชสมบัติ นพปฎลเศวตฉัตราดิฉัตร สรรพรัฐทศทิศวิชิตไชย สกลมไหศวริยมหาสวามินทร มเหศวรมหินทรมหารามาธิราชวโรดม บรมนาถชาติอาชาวไศรย พุทธาทิไตรรัตน สรณารักษ์วิศิษฎศักตอัครนเรศรามาธิบดี พระอัฐมรามาธิบดินทร สยามินทราธิราชบรมนาถบพิตร”

นอกจากนี้ ยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ขานพระปรมาภิไธยอย่างมัธยมว่า “พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล สกลไพศาล มหารัษฎธิบดี พระอัฐมรามาธิบดินทร สยามมินทราธิราช บรมนาถบพิตร” และอย่างสังเขปว่า “พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร”

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร

ปวงชนชาวไทยต่างรำลึกถึงพระเมตตาธิคุณและพระมหากรุณาธิคุณ อันมีเป็นอเนกประการจึงร่วมใจน้อมรำลึกถึงพระองค์ท่าน โดยถือเอาวันที่ 9 มิถุนายนของทุกปี เป็น “วันอานันทมหิดล”

ติดตามข่าวด่วน เกาะกระแสข่าวดัง บน Facebook คลิกที่นี่!!