หน้าแรก ทั่วไป แนะผู้ว่าฯ กทม.ขอโทษคนกรุง อ้างวลี ‘หนีท่วมไปอยู่ดอย’ แค่พูดเล่น

แนะผู้ว่าฯ กทม.ขอโทษคนกรุง อ้างวลี ‘หนีท่วมไปอยู่ดอย’ แค่พูดเล่น

ผู้ว่าฯกทม.อ้างพูดเล่น วลี‘หนีท่วมไปอยู่ดอย’

ดาหน้าถล่ม “คุณชายหมู” ผู้ว่าฯ กทม. หลังหลุดข้อความประชดคนกรุง “ไม่อยากเจอน้ำท่วมให้ขึ้นไปอยู่ดอย” มท.1 บอกเข้าใจคงไม่ได้หมายความอย่างที่พูด แต่แนะให้ขอโทษคนกรุง และเร่งแก้ไขปัญหา ส่วนพรรคเพื่อไทยโต้ คนที่สมควรไปอยู่ดอยคือ “ชายหมู” ไม่เว้นแม้แต่คนประชาธิปัตย์ ไลน์ถล่มเละเทะ ขณะที่เจ้าตัวแถลงอีก รับมือน้ำท่วมได้ พร้อมวอนชาวเมืองหลวงหยุดทิ้งขยะ เพราะทำให้ระบายน้ำยาก

จากเหตุฝนก่อนฤดูถล่มกรุงเทพฯ 2 วันซ้อน จนเกิดน้ำท่วมขังถนนสำคัญหลายเส้น จราจรเป็นจลาจลแม้กระทั่งบนฟ้ายังปั่นป่วน เครื่องบินโดยสารลงสนามบินดอนเมืองไม่ได้ เล่นเอานายกรัฐมนตรีฉุน กทม.เอาแต่ทำงานเชิงรับ ขณะที่ ผู้ว่าฯ กทม.แถลงยอมรับผิด บอกคาดไม่ถึง ฝนจะเยอะหน้าแล้ง แต่ไม่วายเล่นคำประชดคนกรุง ถ้าไม่อยากเจอน้ำท่วมให้ขึ้นไปอยู่บนดอย

เมื่อวันที่ 26 มี.ค.ท่ามกลางท้องฟ้ากรุงเทพฯที่มืดครึ้มเหมือนจะมีฝนตกตลอดทั้งวัน ที่ศาลาว่าการ กทม. ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯ กทม. แถลงข่าวหลังประชุมคณะผู้บริหารเกี่ยวกับการเตรียมรับมือสถานการณ์ฝนตกในพื้นที่กรุงเทพฯว่า ได้เรียกประชุมทุกหน่วยงานที่ดูแลปัญหาภัยแล้ง และการป้องกันน้ำท่วม โดยในส่วนปัญหาภัยแล้ง ได้รับการยืนยันจาก ผอ.เขตต่างๆว่า ยังคงมีปัญหาอยู่ กทม.ยังคงดูแลประชาชนที่ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะในช่วงเวลานี้ที่เกษตรกรพื้นที่ตะวันออกกำลังทำนาปรัง ส่วนกรณีฝนตกหนักเมื่อวันที่ 25 มี.ค.ที่ผ่านมา สำนักการระบายน้ำรายงานว่า ได้เร่งระบายน้ำจนเข้าสู่สภาวะปกติก่อนเวลา 23.00 น. แต่เนื่องจากขณะนี้สภาพอากาศแปรปรวน สั่งการให้ทุกหน่วยงานดูแลภัยแล้ง และเตรียมพร้อมรับมือฝนตกหนัก โดยเตรียมความพร้อมทั้งอุปกรณ์ เครื่องสูบน้ำ และบุคลากรตลอด 24 ชั่วโมง นอกจากนี้ ได้สั่งการให้นัดประชุมกับหน่วยงานต่างๆ ทั้งการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) กรมทางหลวงชนบท การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) และอื่นๆ เพื่อทำงานอย่างบูรณาการในการแก้ปัญหาน้ำท่วม เนื่องจากบางหน่วยงานมีการก่อสร้างในพื้นที่กรุงเทพฯ อาจทำให้เป็นอุปสรรคต่อการระบายน้ำ ขอให้ชาวกรุงเทพฯวางใจ แม้ กทม.จะไม่สามารถแน่ใจว่าฝนจะตกมากหรือน้อย ประชาชนอาจจะกังวล แต่ขอเพียงอย่าคิดว่า กทม.ไม่มีความพร้อมในการระบายน้ำท่วม

ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์กล่าวต่อว่า บางครั้งตนพูดทีเล่นทีจริง สื่อก็ยกคำพูดนั้นเป็นเรื่องใหญ่โต ขอความร่วมมือสื่อมวลชนให้เกียรติลูกน้องตนบ้าง เพราะเจ้าหน้าที่ทุกคนต่างทำงานหนัก ส่วนจะด่าตน ด่าเมื่อไรก็ได้ ยังนั่งอยู่ในตำแหน่งผู้ว่าฯกทม.อีก 2 ปี ขอให้สื่อมวลชนนำเสนอข่าวดีๆเกี่ยวกับการทำงานของ กทม.บ้าง ต่อข้อถามที่ว่า พิจารณาสัดส่วนการกักเก็บน้ำเพื่อเกษตรกรอย่างไร ไม่ให้กระทบกับการป้องกันน้ำท่วม ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์กล่าวว่า

ขณะนี้ กทม.ยังไม่ได้พร่องน้ำในคลองต่างๆ เนื่องจากยังอยู่ในช่วงภัยแล้ง หากภัยแล้งลดลง จะพร่องน้ำให้เป็นปกติ แต่ไม่ใช่เรื่องที่ต้องพิจารณา เป็นเรื่องของน้ำใจที่ต้องช่วยเหลือเกษตรกร เป็นเรื่องทางเทคนิคในการบริหารจัดการน้ำ จะให้ทิ้งประชาชนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งไม่ได้ ส่วนกรณีนายกรัฐมนตรีสั่งการให้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ตรวจสอบการทำงานของ กทม.เกี่ยวกับการรับมือน้ำท่วมนั้น ไม่ได้กังวลเพราะ กทม.ไม่มีอะไรปิดบัง แต่หากดูในระยะ 6 ปีที่ผ่านมา กทม.ใช้เวลาระบายน้ำให้แห้งได้เร็วขึ้นกว่าอดีต อีกทั้งได้ชี้แจงรายงานการทำงานรวมถึงข้อจำกัดในการทำงานกับ พล.อ.ประวิตรอยู่ตลอดเวลา

ด้านนายสัญญา ชีนิมิตร ปลัด กทม.กล่าวว่า ระบบระบายน้ำของ กทม.เป็นการสูบน้ำในพื้นที่ลุ่มต่ำเพื่อระบายน้ำไปยังคลองต่างๆ การพร่องน้ำในคลองเพื่อรองรับปริมาณน้ำ เป็นแนวทางระบายน้ำอย่างหนึ่ง แต่ปัจจุบันเป็นช่วงฤดูแล้ง กทม.ต้องผันน้ำเข้าคลองหลักของพื้นที่ เช่น คลองแสนแสบ เพื่อบรรเทาปัญหาภัยแล้งให้แก่เกษตรกรในพื้นที่กรุงเทพฯกว่า 100,000 ไร่ ผู้ว่าฯกทม.เป็นห่วงปัญหาของเกษตรกร และปัญหาน้ำท่วมเช่นกัน ดังนั้น ต้องหาสมดุลในการแก้ปัญหา อย่างไรก็ตาม กทม. มีพื้นที่ปิดล้อมในจุดลุ่มต่ำเพื่อระบายลงคลองย่อยต่างๆ มีพื้นที่ที่เป็นแก้มลิงในการรองรับน้ำอีกกว่า 21 แห่ง สามารถช่วยระบายได้ นอกจากนี้ ยังมีเรดาร์ในการตรวจวัดกลุ่มฝน และคาดการณ์สถานการณ์ฝนล่วงหน้าได้ ขณะที่ระบบท่อระบายน้ำของ กทม.สามารถรองรับปริมาณฝนที่ตกลงมาได้ไม่เกิน 60 มิลลิเมตร/ชั่วโมง สามารถระบายน้ำได้ทันที แต่ถ้าเกินกว่านี้ ต้องใช้เวลาระบายนานออกไปอีก ประกอบกับประสบปัญหากับปริมาณขยะจำนวนมากอุดตันท่อระบายน้ำ และตะแกรงระบายน้ำ ในช่วงที่ฝนตกแต่ละครั้ง กทม.จัดเก็บขยะตามท่อระบายน้ำได้กว่า 10 ตัน ต้องขอความร่วมมือประชาชนอย่าทิ้งขยะลงท่อระบายน้ำหรือคูคลองเด็ดขาด

มีรายงานว่า กทม.ได้จัดทำแผนปฏิบัติการป้องกันน้ำท่วมในปี 58 ไว้พร้อมแล้ว เพื่อใช้เป็นแนวทางป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วม เนื่องจากได้เข้าสู่ช่วงพายุฤดูร้อน โดยเฉพาะพื้นที่ที่เป็นจุดอ่อนน้ำท่วม เพื่อให้แผนปฏิบัติการดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ ขณะนี้ 6 กลุ่มเขตใน กทม. ร่วมกับสำนักการระบายน้ำ จัดแผนลอกคูคลองเปิดทางน้ำไหลกลุ่มเขตละ 1 คลอง มีเป้าหมายระยะทาง 1,315 กิโลเมตร ทำได้ 665 กิโลเมตร คิดเป็นร้อยละ 51 ในส่วนของการล้างทำความสะอาดท่อระบายน้ำ ระยะทาง 3,310 กิโลเมตร ทำได้ 912 กิโลเมตร คิดเป็นร้อยละ 27

วันเดียวกัน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม กล่าวถึงกรณีที่ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ประสานงานกับ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯ กทม. ในการแก้ไขปัญหา น้ำท่วมขังว่า ผู้ว่าฯ กทม.ได้ชี้แจงไปแล้วรวมถึงแนวทางการแก้ปัญหา หากเกิดน้ำท่วมขังในลักษณะดังกล่าวอีก ส่วนที่ผู้ว่าฯ กทม.ระบุว่า ถ้าไม่อยากน้ำท่วม ให้ไปอยู่บนดอยนั้น ตนก็ไม่รู้ ต้องไปถามท่านเอง แต่ท่านก็พยายามแก้ปัญหาอยู่

“ผมคุยกับท่านไปแล้วว่าจะดำเนินการอะไรต้องชี้แจงประชาชนให้รับทราบ หากเกิดปัญหา
แบบนี้จะแก้ปัญหาอย่างไร เมื่อประชาชนทราบ ก็ไม่ด่า แต่ถ้าเขาไม่รู้ เขาก็ด่า แต่คงไม่จำเป็นต้องบอกว่า ท่านต้องเอาน้ำออกเพื่อให้น้ำแห้ง เมื่อแห้งแล้วต้องเช็ด คงไม่ใช่ คนละเรื่อง ท่านเป็นผู้บริหาร ท่านรู้หมด” พล.อ.ประวิตรกล่าว

เช่นเดียวกับ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีดังกล่าวว่า การที่ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯ กทม.ระบุให้ประชาชนยอมรับในชะตากรรมเพราะกรุงเทพฯเป็นเมืองน้ำ ถ้าไม่อยากมีน้ำท่วม ก็ต้องไปอยู่บนดอยว่า เข้าใจว่าผู้ว่าฯ กทม.คงไม่ได้หมายความตามที่พูด แต่ตนเห็นว่าท่านต้องออกมาขอโทษประชาชนกับสิ่งที่เกิดขึ้น และเร่งแก้ไขปัญหาดังกล่าวที่อาจจะเกิดขึ้นได้อีก เพียงแค่ท่านออกมาขอโทษ และรีบแก้ไข เชื่อว่าคนไทยให้อภัยได้ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่ได้พูดคุยกับผู้ว่าฯ กทม.ถึงเรื่องที่เกิดขึ้น เชื่อว่าท่านคงจะใช้เวลาเพื่อเตรียมรับมือกับสถานการณ์น้ำท่วมที่อาจเกิดขึ้นอีกในช่วงนี้ ทั้งนี้ ที่ผ่านมาได้ประชุมร่วมกับ กทม.หลายครั้ง พูดคุยเรื่องของการพร่องน้ำ ระบายน้ำในคลองต่างๆ รวมถึงเรื่องของท่อระบายน้ำใน กทม.ให้นโยบายไปแล้วว่า ถ้า กทม. สามารถขยายท่อระบายน้ำให้มีขนาดใหญ่ขึ้นได้ อยากให้ทำ อย่างน้อยก็น่าจะช่วยเรื่องของการระบายน้ำได้

ขณะที่ พ.อ.หญิง ศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษกกองทัพบก กล่าวว่า สำหรับ กทม.และปริมณฑล ที่อาจประสบปัญหาน้ำท่วมขัง และการจราจรในช่วงที่มีฝนตกหนัก พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร ผบ.ทบ.สั่งการให้กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย และหน่วยทหารที่ตั้งใน กทม. ปริมณฑล ส่งชุดช่วยเหลือประชาชนออกบริการดูแลประชาชน อำนวยความสะดวกด้านการจราจร ตามเส้นทาง และถนนสายสำคัญที่ประชาชนใช้สัญจรอย่างหนาแน่น ซึ่งจะเกิดปัญหารถติดขัด โดยให้ส่งเจ้าหน้าที่ออกช่วยบริหารจัดการการจราจรให้เคลื่อนตัวได้สะดวก การจัดชุดช่างซ่อมรถยนต์เคลื่อนที่ออกบริการซ่อมรถที่เสียและเคลื่อนย้ายรถที่กีดขวางการจราจร และจัดรถยนต์บรรทุกขนาดใหญ่ออกบริการรับ-ส่งประชาชนในพื้นที่ที่มีน้ำท่วมขังสูง ให้ดำเนินการอย่างทันทีในทุกพื้นที่ที่เกิดปัญหาน้ำท่วม นอกจากนี้ ให้มีการประสานการปฏิบัติกับสำนักงานเขตต่างๆอย่างใกล้ชิด ทั้งในด้านการสนับสนุนกำลังพลและอุปกรณ์ต่างๆ ที่มีความจำเป็น เพื่อให้การดูแลประชาชนได้รวดเร็วทันต่อความเดือดร้อน ตามนโยบายและความห่วงใยของนายกรัฐมนตรี

ด้านนายอุเทน ชาติภิญโญ อดีตประธานคณะกรรมการผันน้ำลงทะเลทางฝั่งตะวันออก เปิดเผยว่า เรื่องน้ำท่วมขังบนถนน มักจะไปโทษว่าท่อระบายน้ำตันจนระบายออกไม่ได้ แต่สาเหตุจริงควรมองว่า เมื่อเกิดฝนแล้วน้ำบนถนนต้องไหลลงท่อ แต่ทางระบายน้ำก่อนลงท่อ กลับตั้งฉากกับถนน แคบและเล็ก เต็มไปด้วยฝุ่นทราย ใบไม้และขยะ เป็นอุปสรรคให้ระบายน้ำได้ช้ามาก หรือบนสะพานต่างๆที่มีรูระบายน้ำลงท่อแต่ตัน ด้วยดิน ทราย จนมีต้นไม้ขึ้นตามสะพานปิดรูระบาย น้ำจึงไหลจากสะพานมารวมตัวที่เชิงสะพาน รถที่จะขึ้นสะพาน ต้องชะลอความเร็ว ทำให้รถไปช้า เกิดรถติดตามมา

“กทม. ควรใช้คลองที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์ ตามแนวคิดที่ว่า หาทางให้น้ำไปและหาที่ให้น้ำอยู่ ยกตัวอย่างน้ำท่วมตรงถนนวิภาวดีรังสิต เมื่อมีแนวโน้มว่าฝนกำลังจะตก ควรพร่องน้ำจากคลองบางซื่อ และคลองเปรมประชากร ให้อยู่ระดับต่ำ ถ้าฝนตกลงมาก็สามารถรับน้ำที่จะไหลลงคลองได้ และมีพื้นที่รับน้ำได้เพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ เลิกใช้คนเป็นผู้กำกับเครื่องสูบน้ำ แต่ใช้กำหนดเป็นเครื่องระบบอัตโนมัติ หากน้ำอยู่ในระดับสูง เครื่องทำงานสูบน้ำออก จนถึงระดับต่ำที่กำหนดไว้ ส่วนอุโมงค์พระราม 9 อยากให้ตรวจสอบว่า ใช้ได้จริงหรือไม่ เพราะทราบมาว่าพบขยะและพวกวัชพืชต่างๆ ขอให้ กทม.อย่าได้เฉยเมย ก่อนหน้านี้มีการเตือนเรื่องฝนตกออกมาล่วงหน้า แต่ก็ไม่เห็นจะหาทางแก้ไข อย่างรถดูดฝุ่น ควรนำออกมาวิ่งอาทิตย์ละครั้ง แต่สงสัยว่านำออกมาใช้จริงจังหรือไม่” นายอุเทนกล่าว

นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า กรณีที่ ผู้ว่าฯกทม.ขอให้ประชาชนยอมรับในชะตากรรม เพราะกรุงเทพฯเป็นเมืองน้ำ ถ้าไม่อยากมีน้ำท่วม ต้องไปอยู่บนดอยนั้น ถือเป็นถ้อยแถลงแรกที่ออกมาแล้วสร้างความฮือฮา หลังจากที่ประชาชนแทบจะต้องประกาศตามหาผู้ว่าฯหาย ตอนหาเสียงบอกทั้งชีวิตเราดูแล แต่แค่ฝนตกยังแก้ปัญหาไม่ได้ ประชาชนไม่ต้องการผู้ว่าฯเป็นเทวดา แต่ขอแค่คนธรรมดาๆที่เข้าใจปัญหาและตั้งใจจริงในการแก้ไข ไม่ใช่ไล่ประชาชนไปอยู่บนดอย คนที่สมควรถูกไล่ไปอยู่บนดอยเพราะแก้ไขปัญหาอะไรไม่เคยได้ คือ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ พรรคประชาธิปัตย์ควรเรียกไปอบรมด่วน เพราะถือว่าสะท้อนวิธีคิด วิธีการทำงานสไตล์ประชาธิปัตย์ หากปล่อยให้อยู่นานๆคะแนนความนิยมของพรรคประชาธิปัตย์จะลดต่ำลงเรื่อยๆ

ด้านพรรคประชาธิปัตย์มีรายงานว่า หลังจาก ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯ กทม.ระบุว่า “กรุงเทพฯ เป็นเมืองน้ำ เมืองฝน ไม่มีจุดเสี่ยงเลยคงไม่ได้ ถ้าไม่มีน้ำท่วมต้องไปอยู่บนดอย” และมีการนำไปโพสต์ในสื่อโซเชียลจนเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในการทำหน้าที่ ทำให้มี ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์บางส่วน คุยกันในไลน์กลุ่ม ส.ส.ของพรรค ส.ส.ส่วนใหญ่ต่างสอบถามว่า เป็นคำพูดที่ผู้ว่าฯกทม.พูดจริงหรือ และเหตุใดจึงพูดเช่นนั้น เป็นการใช้อารมณ์มากกว่าการชี้แจงทำความเข้าใจ บางคนก็ระบุว่า “หรือคิดว่าจะลงสมัครแค่ 2 สมัยแล้วเลิกโดยไม่คิดถึงพรรค” ที่สุดจะกระทบถึงฐานเสียงของพรรค มีเพียงอดีต ส.ส.กทม.บางคนที่ใกล้ชิดกับผู้ว่าฯ กทม.ที่ออกมาปกป้องให้

ขณะที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้เขียนตอบในไลน์ว่า ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ได้พูดจริง แต่เป็นการตอบคำถามที่จะให้ท่านยืนยันว่าจะไม่เกิดขึ้นอีก ตนพยายามโทร.หาท่านเพื่อขอแนวทางที่ท่านจะชี้แจงหรือแก้ไขปัญหาแต่ก็ติดต่อไม่ได้ ใครสามารถติดต่อท่านได้จะเป็นประโยชน์ กับพวกเราและเข้าใจว่าพวกเราทุกคนตั้งใจดี อย่าต่อว่ากัน และกัน และขอให้ร่วมกันคิดแก้ไขปัญหาร่วมกัน โดยเอาเสียงสะท้อนนี้มาเป็นข้อมูล ฝ่ายตรงข้ามเขามีส่วนขยายอยู่แล้ว แต่มันโดนใจ คนที่เลือกพรรคเรามาด้วย

นายถาวร เสนเนียม อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีเดียวกันว่าต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย เพราะ 1.เป็นพายุฝนที่ตกนอกฤดูกาล อยู่เหนือความคาดหมาย 2.ปริมาณน้ำฝนที่ตกเกินกว่าประสิทธิภาพการระบายน้ำที่เมืองใหญ่ๆ จะรับได้ ส่วนตัวยังให้กำลังใจผู้ว่าฯ กทม.ในฐานะ คนทำงาน แต่ขอตำหนิการใช้คำพูดที่กำลังเป็นที่วิจารณ์ในสังคมว่า ไม่ควรใช้คำพูด “ไปอยู่บนดอย” ตนเข้าใจว่า น่าจะเป็นการพูดประชดถึงนายกรัฐมนตรีหรือไม่ ในกรณีที่นายกฯพูดว่า “ได้สั่งการไปแล้ว แต่ไม่เตรียมความพร้อม” เรื่องนี้ต้องตำหนิทั้งสองฝ่าย เพราะคนทำงานแก้ไขปัญหาให้ส่วนรวมการพูดจาควรต้องให้เกียรติกันและกัน เข้าใจว่าที่ผู้ว่าฯ กทม.พูดคงจะประชดนายกฯ มากกว่าที่จะพูดประชดประชาชนคนกรุงเทพฯที่เป็นฐานเสียงของตัวเอง

ที่มา ไทยรัฐออนไลน์

ติดตามข่าวด่วน เกาะกระแสข่าวดัง บน Facebook คลิกที่นี่!!