หน้าแรก ทั่วไป รัชสมัย ร.8 : ราชเลขาบังอาจ หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เพราะมีผู้มีอิทธิพลหนุนหลัง

รัชสมัย ร.8 : ราชเลขาบังอาจ หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เพราะมีผู้มีอิทธิพลหนุนหลัง

ผู้ที่ได้รับฟังหรือได้อ่านคำพิพากษาของศาลฎีกาซึ่งพิพากษาประหารชีวิตจำเลยทั้งสาม คือ นายเฉลียว ปทุมรส ราชเลขานุการในพระองค์ นายชิต สิงหเสนี และนายบุศย์ ปัทมศริน มหาดเล็กห้องพระบรรทม ในข้อหาสมคบกันประทุษร้ายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

แม้จะเห็นว่าจำเลยทั้งสามได้รับโทษตามสมควรแล้ว หากเนื้อความบางตอนในคำพิพากษาก่อให้เกิดความสะเทือนใจและสลดใจแก่ผู้จงรักภักดีในองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว(ร.8)เป็นอย่างยิ่ง

กล่าวคือจำเลยที่หนึ่งและที่สองได้กระทำการประดุจหมิ่นพระบรมเดชานุภาพขณะที่ทรงดำรงพระชนม์ชีพอยู่เนืองๆ เป็นเรื่องราวที่น่าสนใจ เพราะนอกจากจะแสดงให้เห็นถึงความบังอาจไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงของจำเลย ผู้ซึ่งคงมีอิทธิพลหนุนหลังอยู่แล้ว ยังจะได้ทราบถึงพระราชประเพณีและวิธีปฎิบัติตนที่ถูกต้อง เพื่อเป็นการถวายความคารวะอย่างสูงต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอีกด้วย

เนื้อความมีโดยย่อๆว่า นอกจากจะบังอาจส่งรถยนต์พระที่นั่งไปให้นายกรัฐมนตรีใช้โดยพลการดังที่ได้เล่าไว้ในตอนที่แล้ว ราชเลขานุการผู้นี้ยังแสดงอาการกระด้างกระเดื่องต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวหลาย(ร.8)ประการ เป็นต้นว่ามักทำผิดพระราชประเพณีโดยการนั่งรถยนต์ล่วงล้ำเข้าไปถึงพระที่นั่งบรมพิมานอันเป็นพระราชฐานในเวลาที่ประทับอยู่ ซึ่งบางครั้งยังนั่งไขว่ห้างเข้าไป

จนทราบถึงพระเนตรพระกรรณพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว(ร.8) และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชชนนีอยู่เนื่องๆ การนั่งไขว่ห้างในเขตพระราชฐานนี้เป็นสิ่งต้องห้าม ดิฉันจำได้ว่าเคยได้รับการสั่งสอนจากผู้ใหญ่ในวังว่า แม้จะไม่ปรากฎพระองค์อยู่ หากเป็นเขตพระราชฐานแล้วจะนั่งไขว่ห้าง ไม่ได้เป็นอันขาด

นอกจากนี้ เวลาจะเข้าเฝ้าเพื่อทูลเกล้าถวายหนังสือราชการ ราชเลขานุการผู้นี้มักสวมแว่นตาดำ ซึ่งก็เป็นสิ่งต้องห้ามและเดินสูบบุหรี่พรวดพราดเข้าไปโดยไม่แจ้งให้มหาดเล็กกราบบังคมทูลขอพระบรมราชานุญาตเข้าเฝ้าก่อนตามธรรมเนียม ต่อเมื่อเห็นองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ราชเลขานุการจึงถอดแว่นและโยนบุหรี่ทิ้ง หากไม่มีกระโถน ก็จะโยนบุหรี่ลงพื้นพระที่นั่งที่ปูลาดด้วยพรมอย่างมักง่าย

ระเบียบประเพณีการเข้าเฝ้าทูลเกล้าฯ ถวายหนังสือราชการมีอยู่ว่า ผู้เป็นราชเลขานุการจะต้องคุกเข่าถวายหนังสือไม่ใช่ยืนถวายจะต้องหมอบอ่าน หากประทับบนพระเก้าอี้ทรงพระอักษร ผู้อ่านต้องคุกเข่าเข้าไปใกล้ๆ โต๊ะทรงพระอักษร แล้วจึงอ่านถวายได้ ราชเลขานุการผู้นี้ ฝ่าฝืนพระราชประเพณีโดยเข้าไปยืนอ่านค้ำอยู่ใกล้ๆโต๊ะทรงพระอักษร

เมื่ออ่านหนังสือราชการถวายเสร็จแล้ว ราชเลขานุการจะต้องกราบบังคมทูลว่าเรื่องต่างๆ ที่เคยปฎิบัติมานั้นควรจะสั่งอย่างใด เมื่อทรงพระราชดำริเห็นชอบด้วยก็ต้องหมอบลงเขียนบันทึกในหนังสือราชการเป็นพระราชกระแสรับสั่งของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แล้วทูลเกล้าฯถวายให้ทรงลงพระปรมาภิไธย แต่ปรากฎว่าราชเลขานุการบังอาจยืนเขียนบันทึกบนโต๊ะทรงพระอักษรนั้นเอง แล้วเลื่อนหนังสือให้ทรงลงพระปรมาภิไธยอันเป็นการไม่ถูกต้องเป็นอย่างยิ่ง

ตึกสำนักงานของราชเลขานุการในยุคนั้น ตั้งอยู่ในบริเวณรั้วเหล็กตรงข้ามกับองค์พระที่นั่งบรมพิมาน ปรากฎว่าราชเลขานุการได้กระทำการเป็นการไม่ถวายการความคารวะโดยเปิดวิทยุเสียงดังไปถึงพระที่นั่ง แม้ถึงเวลาที่ทราบว่าเป็นเวลาเข้าบรรทมก็หาหยุดเปิดไม่ จนพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวต้องมีพระราชกระแสรับสั่งถามว่าทำอะไรในยามดึกดื่น

ที่ร้ายที่สุดคือจูบหญิงพนักงานในที่ทำการจนพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทอดพระเนตรเห็น เป็นการเหยียดหยามพระราชประเพณีและพระองค์ท่านเป็นอย่างยิ่ง จนถึงกับต้องมีพระราชดำรัสกับนายกรัฐมนตรีขอเปลี่ยนตัวราชเลขานุการในเวลาไม่นานก่อนเสด็จสวรรคต

ส่วนมหาดเล็กห้องพระบรรทม ผู้ตกเป็นจำเลยที่2 ก็ได้กระทำการส่อเจตนาร้ายต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยุ่หัว(ร.8) ตามคำให้การของ พระพิจิตรราชสาสน์ ผู้ช่วยราชเลขานุการในพระองค์มีใจความว่า

เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม พุทธศักราช 2489 มีหมายกำหนดการสด็จพระราชทานรัฐธรรมนูญที่พระที่นั่งอนันตสมาคม มหาดเล็กผู้นี้ได้จัดฉลองพระองค์ถวายโดยติดตรา ซึ่งมิใช่ตราของพระองค์ท่าน หากเป็นตราของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยุ่หัวรัชกาลที่ 6 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสังเกตุเห็นความผิดปกติ จึงตรัสให้ผู้ช่วยราชเลขานุการดูแลถวาย

ผู้ช่วยราชเลขานุการจึงต้องเอาเหรียญที่ติดผิดออกทั้งเเถบซ้ำพบว่าฉลองพระองค์สอดสายสะพายนพรัตน์ราชวราภรณ์ไว้แต่ไม่มีดวงพระตราและดวงพระตราห้อย เมื่อสอบถามหมาดเล็กที่ห้องพระบรรทมแจ้งว่ากำลังรอผู้ที่ส่งไปรับดวงพระตรา จนใกล้เวลาเสด็จพระราชดำเนินดวงพระตราก็มาไม่ถึง ผู้ช่วยราชเลขานุการจึงต้องให้เปลี่ยนเป็นสายสะพายจักรีแทน จึงเป็นการทรงเครื่องราชอิสริยาภรณ์ไม่ตรงตามคาดหมายกำหนดการ

การกระทำครั้งนี้ส่อให้เห็นว่า มหาดเล็กผู้นี้หมิ่นพระบรมเดชานุภาพโดยมีเจตนาให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยุ่หัวทรงได้รับความอัปยศในงานราชพิธีท่ามกลางรัฐสภา ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม อันจะเป็นเหตุให้คนทั้งหลายเข้าใจผิดในพระจริยาวัตรอันเคยงดงามถูกต้องเสมอมาได้

ติดตามข่าวด่วน เกาะกระแสข่าวดัง บน Facebook คลิกที่นี่!!