หน้าแรก ทั่วไป หลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า เกจิผู้เรืองวิทยาคม เสกใบไม้เป็นต่อเป็นแตน

หลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า เกจิผู้เรืองวิทยาคม เสกใบไม้เป็นต่อเป็นแตน

ในวัยเด็กของผู้เขียน ในยุคที่ไม่มีโทรศัพท์ ไม่มีคอมพิวเตอร์ ไม่มีโซเชียลเน็ตเวอร์กให้เล่นกันทั้งวัน วันทั้งวันจึงหมดไปกับการอ่านหนังสือ และหนึ่งในบรรดาหนังสือที่ผู้เขียนชอบอ่านนั้น ก็คือ หนังสือประวัติเรื่องราวของพระเกจิอาจารย์ในอดีต ถึงแม้จะเกิดไม่ทัน แต่เรื่องราวอิทธิปาฏิหาริย์ ของเหล่าบรรดาเกจิอาจารย์ในยุคต่างๆ สร้างความตื่นใจให้กับเด็กน้อยอย่างผู้เขียนและใครๆอีกหลายคน อย่างไรก็ตามผู้เขียนก็ได้ตระหนักในภายหลังเมื่อเติบโตขึ้นว่า อิทธิปาฏิหาริย์นั้น เป็นเพียงกระพี้ที่ไม่ใช่แก่นของพุทธะ เป็นพลังอำนาจที่เป็นเพียงผลพลอยได้อย่างหนึ่งจากการปฏิบัติธรรมขั้นสูง อย่างไรก็ตาม สำหรับปุถุชนธรรมดาแล้ว เรื่องราวเหล่านี้จึงเป็นที่น่าตื่นตาตื่นใจยิ่งนัก

หนึ่งในบรรดา เกจิอาจารย์ ที่มีเรื่องราวประทับใจผู้เขียนมาก ที่จะขอนำเสนอในวันนี้คือ หลวงปู่ศุข แห่งวัดปากคลองมะขามเฒ่า
เอกลักษณ์เด่นของท่านที่ทำให้ผู้เขียนจดจำและสนใจก็คือ อิทธิปาฏิหาริย์ การเสกใบไม้เป็นต่อเป็นแตน และ หลวงปู่ศุข ท่านนี้คือพระอาจารย์ของ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ที่คนไทยหลายล้านคนให้ความเคารพและบูชานั่นเอง

ขออนุญาตรวบรวมประวัติและเรื่องราวของเกจิผู้เรืิองวิทยาคมท่านนี้ มาบอกเล่าให้คนรุ่นใหม่ ได้อ่านเป็นวิทยาทาน

paragraph_10_151

พระครูวิมลคุณากร หลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า นามเดิมว่าศุข ท่านเกิดในสกุล เกษเวช (ในภายหลังเชื้อสายทายาทท่านใช้นามสกุล เกษเวชสุริยา) เป็นชาวเมืองชัยนาทโดยกำเนิด

ท่านเกิดเมื่อวันจันทร์ เดือน ๔ ขึ้น ๘ ค่ำ ปีวอก พ.ศ. ๒๓๙๐ ตรงกับปีฉลู ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๔) ที่บ้านมะขามเฒ่า หรือในปัจจุบันคือ บ้านปากคลอง ตำบลมะขามเฒ่า อำเภอวัดสิงห์ จังหวัดชัยนาท โยมบิดาชื่อน่วม มารดาชื่อ ทองดี มีภูมิลำเนาที่ตำบลมะขามเฒ่า ครอบครัวประกอบอาชีพค้าขาย และทำสวน

หลวงปู่ศุขท่านเป็นบุตรคนโต มีพี่น้องรวมกัน ๙ คนชีวิตในวัยเยาว์ของหลวงปู่ศุข เป็นเด็กชายศุข ที่มีความกล้าหาญ เด็ดเดี่ยว เชื่อมั่นในตัวเองเป็นที่สุด จึงถูกยกให้เป็นผู้นำของเด็กๆในย่านตลาดวัดสิงห์บ้านของท่านอยู่ติดกับแม่ น้ำเจ้าพระยา กิจกรรมประจำทุกๆวันก็เหมือนเด็กชนบททั่วไป คือการว่ายน้ำแข่งกัน เกาะเรือพ่วง เป็นที่สนุกสนานตามประสาเด็กที่ซุกซนอย่างมีความสุข

แล้วจุดเปลี่ยนของชีวิตก็มาถึง วันที่ต้องจากบ้านเกิด ในขณะที่เด็กชายศุข กำลังว่ายน้ำแข่งกับเพื่อนอย่างสนุกสนานเหมือนทุกวันอยู่นั้น มารดาได้ออกตามหาด้วยความเป็นห่วง เมื่อมาเห็นเล่นน้ำอยู่กับพวก จึงดุและเรียกให้ขึ้น แต่ด้วยความซุกซนของท่านจึงทำเป็นไม่ได้ยินที่มารดาเรียก ทำให้มารดาเอ็ดตะโรเป็นการใหญ่พร้อมคาดโทษ แล้วพูดออกไปด้วยความประชดว่า “หากไม่ขึ้นมาล่ะก็ ไม่ต้องขึ้นมาอีกเลย” ด้วยความทิฐิมานะของเด็ก เมื่อเห็นเรือโยงแล่นผ่านมา เด็กชายศุขจึงพุ่งตัวออกมาฝั่งว่ายน้ำไปเกาะเรือโยง ไต่ขึ้นไปนั่งบนเรือโยง เรือลำนั้นได้แล่นผ่านไปหลายจังหวัดพาท่านออกจากบ้านเกิด ร่อนเร่พเนจรมาเรื่อยๆและได้มาอาศัยอยู่ในเขตจังหวัดนนทบุรี ย่านวัดโพธิ์ทอง หรือวัดโพธิ์บางเขนในปัจจุบัน

จวบจนเติบโตเป็นหนุ่มใหญ่ ท่านได้มารู้จักหญิงสาวนางหนึ่งนามว่า “สมบุญ” ด้วยอัธยาศัยอันดีต่อกันจึงได้ตกลงปลงใจแต่งงานอยู่กินฉันสามีภรรยา โอยประกอบอาชีพค้าขาย ช่วยกันสร้างฐานะจนเป็นปรึกแผ่นมั่นคง และมีบุตรชายด้วยกัน ๑ คน ชื่อ นายสอน เกศเวชสุริยา

10409016_694455370676291_2652676555137329082_n

อุปสมบท

ด้วยจิตตั้งมั่นที่จะบวชทดแทนบุญคุณบิดามารดา ครั้นเมื่อท่านอายุครบ ๒๒ ปี ท่านได้เข้ารับการอุปสมบท ณ พัทธสีมา วัดโพธิ์ทองล่างในปัจจุบัน ซึ่งตั้งอยู่ปากคลองบางเขนตอนล่าง ซึ่งเป็นวัดอยู่ใกล้บ้านท่านในขณะนั้น โดยมี พระครูเชย จันทสิริ อดีตท่านเจ้าอาวาสวัดโพธิ์ทองล่างเป็นพระอุปัชฌาย์ พระถายม เป็นพระคู่สวด การอุปสมบทนี้โยมบิดามารดาไม่ได้เข้าร่วมพิธีด้วยเนื่องตากการเดินทางในสมัย นั้นไม่ค่อยสะดวก จากชัยนาทถึงนนทบุรี ก็ต้องใช้เวลาอย่างน้อย ๒-๓ วัน สำหรับพระครูเชยท่านเป็นพระสงฆ์ฝ่ายรามัญ ที่เคร่งครัดในพระธรรมวินัยเป็นอย่างยิ่ง ท่านยังเป็นอาจารย์ ฝ่ายวิปัสสนาและพุทธาคมที่เชี่ยวชาญมากองค์หนึ่งในสมัยนั้น ซึ่งหลวงปู่ศุข ท่านได้รับถ่ายทอดวิชาความรู้จากพระอุปัชฌาย์ของท่านมาพร้อมกับอาจารย์ เปิง วัดชินวนาราม และหลวงปู่เฒ่าวัดหงษ์ จังหวัดปทุมธานี ซึ่งเป็นศิษย์ในสายหลวงพ่อเชย วัดโพธิ์ทองล่างเหมือนกัน

แสวงหาครูบาอาจารย์ในด้านพระกรรมฐานและพระเวทวิทยาคม

เมื่ออุปสมบทแล้วในตอนแรกท่านจำพรรษาอยู่กับพระอุปัชฌาย์ เพื่อศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัยสมถกรรมฐานและวิปัสสนากรรมฐานจนมีความแตก ฉานพอสมควรแล้ว ท่านได้ออกเดินธุดงค์ เพื่อหาที่สงบฝึกฝนวิชาต่างๆที่ได้เล่นเรียนมา ในช่วงเวลานี้ท่านได้เดินทางไปในที่ต่างๆเพื่อศึกษาวิชาจากสำนัดที่มีชื่อ เสียงโด่งดังในสมัยนั้น การเรียนกรรมฐานกับสำนักวัดพลับ(วัดราชสิทธาราม) กับ “พระสังวราเมฆ” พระอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญพระกรรมฐานลำดับมัชฌิมาปฏิปทาในสมัยนั้นโดยครั้ง หนึ่งได้ปรากฎเรื่องราวระหว่างหลวงปูศุขและพระสังวราชุ่ม ศิษย์เอก พระสังวราเมฆ กล่าวคือในตอนนั้นหลวงปู่ศุขท่านได้ทดลองทำปาฏิหาริย์โดยการนำหัวปลี ๓ หัวมาบริกรรมด้วยพระคาถาที่ท่านได้เล่าเรียนมาเสกหัวปลีให้เป็นกระต่าย หลวงปู่เสกอยู่นานผลปรากฎว่าหัวปลีทั้ง ๓ หัวก็ได้กลายเป็นกระต่าย ๓ ตัวในบัดดล พระสังวราชุ่ม ท่านคงนึกสนุกจึงได้บอกสัพยอกหลวงปู่ศุขว่า “กระต่ายของคุณต้องมานั่งบริกรรมคาถา ดูของผมนี่สิ” ว่าแล้วหลวงปู่ชุ่มก็พลางเอาปลายไม้เท้ายอดตาลของวิเศษประจำสำนักวัดพลับของ ท่าน ชี้ไปที่หัวปลีที่กองไว้บนพื้นที่เหลือผลปรากฎว่าหัวปลีที่เหลือได้กลายเป็น กระต่ายจำนวนมาก สร้างความประหลาดใจให้กับหลวงปู่ศุขยิ่งนัก จากนั้นมาท่านจึงขวนขวายในการเรียนพระกรรมฐานลำดับแบบมัชฌิมาปฏิปทาจนแตกฉาน โดยอาศัยอารามวัดอนงคารามเป็นที่จำวัด

การที่หลวงปู่ชุ่มสามารถเสกหัวปลีให้เป็กระต่าย ได้ก็ด้วยฤทธิ์ทางใจอันเกิดจากอำนาจสมาธิที่ท่านได้ฝึกมาดีแล้ว ผู้ที่สามารถแสดงฤทธิ์ได้จะต้องสำเร็จอภิญญา อภิญญาหมายถึงความรู้ยิ่งหรือความรู้ที่สูงเหนือกว่าปกติสามัญ เป็นความรู้พิเศษที่เกิดขึ้นจากการอบรมจิตเจริญปัญญาหรือบำเพ็ญกรรมฐานจนได้ ฌานสมาบัติ อภิญญาหมายถึงคุณสมบัติพิเศษของฌาณลาภีบุคคล(คนที่ได้ฌานสมาบัติ) หรือพระอริยบุคคลอันเป็นเหตุให้มีอิทธิฤทธิ์ต่างๆแบ่งออกเป็น ๖ ประการ คือ อิทธิวิธีแสดงฤทธิ์ได้ เช่น ลองหนหายตัวได้ เหาะเหินเดินอากาศได้ เสกใบไม้เป็นต่อเป็นแตน เนรมิตสิ่งทั้งหลายดังใจปรารถนา ทิพพจักขุ มีตาทิพย์ ทิพพโสต มีหูทิพย์ เจโตปริยญาณ กำหนดรู้ใจผู้อื่นได้ ปุพเพนิวาสานุสติญาณระลึกชาติได้ อาสวักขยญาณ รู้วิธีทำอาสวะให้สิ้นไป

อภิญญา ๕ ของแรกเป็นของบุคคลทั่วไปที่ได้ญาณ (โลกียญาณ) อภิญญาข้อที่ ๖ มีเฉพาะพระอรหันต์เท่านั้น ดังนั้นถ้าพบผู้แสดงฤทธิ์ได้ อย่าพึ่งเข้าใจว่าผู้นั้นจะเป็นเสมอไป

หลวงปู่ศุขท่านเป็นผู้รอบรู้เชี่ยวชาญแตกฉานในพระไตรปิฏก ทางวิปัสณากรรมฐาน เรื่องวิชาในทางไสยศาสตร์เป็นยอดเยี่ยมท่านได้เคยทดลองในอิทธิปาฏิหาริย์ให้ ปรากฎมากต่อมากแล้วในเรื่องนี้มีสานุศิษย์ของท่านผู้ที่เคยใกล้ชิดได้เล่า ว่าหลวงปู่ศุขวัดมะขามเฒ่า ท่านสำเร็จธาตุทั้ง ๔ นี้ เมื่อผู้ใดทำสำเร็จแล้ว สามารถจะทำให้เป็นอะไรได้ทั้งสิ้นจะผูกหุ่นพยนต์ล่องหนหายตัว กำบังกาย ระเบิดน้ำลงไปเดินในมหาสมุทร เดินบนผิวน้ำก็ได้ เสดาะโซ่ตรวน ขื่อคาออกทั้งสิ้น สะกดทัพ ทำได้ทุกอย่างแล้วแต่จะปราถนาจะต้องการสิ่งใด นอกจากท่านจะสำเร็จวิทยาคมทั้ง ๔ นี้แล้วท่านยังได้สำเร็จ นะ ต่างๆ ของวิชามายาศาสตร์เป็นจำนวนมากท่านได้ประกอบกระทำพิธีปลุกเสกด้วยผงดินสอพอง แล้วรวบรวมนำมาทำพระพิมพ์แบบพระคะวัมองค์เล็กๆ แจกบรรดาสานุศิษย์จำนวนมาก ณ ที่ทำผง วิเศษต่างๆ นั้นมีผงปถมัง ผงนะปัดตลอด ผงตรีนิสิงเห ผงอิทธิเจ ผงนะคงคา ผงมหาช ผงพุทธคุณ ๑๐๘ ผงนะทรหด ผงนะหน้าทอง ฯลฯ ผงต่างๆ เหล่านี้มีอภินิหาร ความศักสิทธิ์มาก มีอานุภาพเมตตามหานิยมคงกระพันชาตรี แคล้วคลาดเป็นต้น ท่านพุทธศาสนิกชนผู้ใดได้พระพิมพ์แบบพระคะวัม ของหลวงปู่ศุขวัดมะขามเฒ่าไว้ติดตัวแล้วนั้น จะมีศิริมงคลเจริญด้วยลาภผลมั่งมีทรัย์สินเงินทองป้องกันภัยพิบัติทุกประการ

เสด็จในกรมหลวงชุมพรฯฝากตัวเป็นศิษย์

EyWwB5WU57MYnKOuFqWIXs4ILtZIWks7Ngfje3qMfKdiW8m2hpZUR9
อนึ่ง มีผู้กล่าวว่าท่านมีวิชาอาคมเวทย์มนต์เก่งมาก สามารถเสกใบไม้ให้เป็นตัวต่อ ตัวแตน เสกหัวปลีให้เป็นกระต่าย เสกก้านกล้วยให้เป็นงูได้ และเรื่องอภินิหารของขลัง คงกระพันชาตรี มีอีกมากมาย อาจจะเป็นด้วย บุญกุศลของหลวงปู่ศุข กับ เสด็จในกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ พระบิดาแห่งราชนาวี ซึ่งเป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ นับลำดับราชสกุลวงศ์เป็นพระองค์ที่ ๒๘ และเป็นพระเจ้าลูกยาเธอพระองค์ที่ ๑ ในเจ้าจอมมารดาโหมด ธิดาพระยาสุรวงศ์ไวยวัฒน์ (วร บุนนาค) ได้สร้างสมกันมาแต่ชาติปางก่อน ดลบันดาลให้เสด็จในกรมฯ ซึ่งทรงศรัทธาเลื่อมใสในทางมหาพุทธาคมอยู่แล้วได้เสด็จประพาสไปในภาคเหนือ จึงเป็นเหตุให้หลวงปู่ศุขและพระองค์ท่านได้พบกัน และเป็นที่ต้องอัธยาศัยซึ่งกันและกัน จึงได้ฝากตัวเป็นศิษย์ เพื่อจักได้ศึกษาทางมหาพุทธาคม และปรากฏว่า พระองค์เป็นศิษย์ที่มีความรู้ความสามารถได้ศึกษาแตกฉานจนกระทั่งหลวงพ่อเองก็หมดความรู้ จึงได้ให้เสด็จในกรมฯ ไปศึกษาเคล็ดวิชากับหลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน จังหวัดพิจิตรต่อ ดังเป็นที่ทราบกันอยู่แล้วนั้นและได้วาดภาพพุทธประวัติด้วยพระหัตถ์ของพระองค์เอง ที่อุโบสถด้านในหน้าอุโบสถ ซึ่งปรากฏจนทุกวันนี้ หลวงปู่ศุข ท่านมีเมตตามากจึงมีศิษย์เป็นอันมากที่มาเรียนวิชาเหล่านี้ ท่านได้รับสมณศักดิ์ เป็นพระครูวิมลคุณากร และเป็นเจ้าคณะแขวง ( ปัจจุบันเรียกว่าเจ้าคณะอำเภอ ) เป็นองค์แรกของอำเภอวัดสิงห์ ไม่ปรากฏหลักฐานว่าเมื่อใด

เมื่อหลวงปู่ศุข ท่านมีลูกศิษย์อย่างเสด็จในกรมฯ จึงเป็นกำลังสำคัญให้ท่านสามารถที่สร้างวัดปากคลองมะขามเฒ่าให้เสร็จสมบูรณ์ ถาวรวัตถุทางพุทธศาสนาที่คงเหลือเป็นประจักษ์พยานในปัจจุบันนี้ก็คือ ภาพเขียนฝีมือเสด็จในกรมฯ บนฝาผนังพระอุโบสถ วัดปากคลองมะขามเฒ่า ที่ยังรักษาไว้ได้อย่างสมบูรณ์ และเป็นภาพเขียนฝีมือเสด็จในกรมฯ บนฝาผนังพระอุโบสถ วัดปากคลองมะขามเฒ่า ที่ยังรักษาไว้ได้อย่างสมบูรณ์ และเป็นภาพเขียนสีน้ำที่ทางกรมศิลป์ยกย่องว่าเสด็จในกรมฯ ทรงฝีมือในการเขียนภาพเป็นอย่างมาก และทรงสอดแทรกอารมณ์ขันในภาพพระพุทธเจ้าชนะมาร ในกระแสน้ำที่พระแม่ธรณีบีบมวยผมทำให้เกิดอุทกธาราหลากไหลพัดพาเอาทัพพระยามารไปนั้น พระองค์ท่านเขียนเป็นภาพลิงใส่นาฬิกาและหนีบขวดวิสกี้กำลังเดินตุปัดตุเป๋ไปเลย และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ฤาษีปัญจวัคคีเมื่อเห็นเจ้าชายสิทธัตถะเลิกทรมานการหันมากินอาหาร ก็นึกว่าพระองค์คงจะถ้อถอยละความเพียรแล้ว จึงพากันผละหนีพระองค์ไปนั้น เสด็จในกรมฯ ท่านเขียนใบหน้าของฤาษีปัญจวัคคี โดยสอดอารมณ์ที่ยิ้มเยาะเย้ยหยันอย่างไม่อะไรไยดีต่อพระองค์ เน้นความรู้สึกได้เด่นชัดมาก

ฝีมือของเสด็จในกรมฯ อีกชิ้นหนึ่งก็คือภาพเขียนสีน้ำมันเป็นรูปหลวงปู่ศุขยืนเต็มตัวและถือไม้เท้า ภาพนี้เขียนขึ้นในขณะที่หลวงปู่มีอายุมากแล้วจึงต้องเดินสามขา กลับบ้านเกิด หลวงปู่ท่านอยู่ในธรรมหลายปี จนกระทั่งทราบข่าวโยมมารดาล้มป่วยด้วยชราภาพตามอายุขัย ด้วยความเป็นห่วงใยในมารดาและบิดา ท่านจึงได้เดินทางกลับภูมิลำเนาเดิมโดยออกธุดงค์มาเรื่อยๆ จนถึงจังหวัดชัยนาท และได้อยู่จำพรรษาปีแรกๆที่วัดอู่ทองคลองมะขามเฒ่า ซึ่งเป็นวัดเก่าแก่แต่โบราณที่อยู่ลึก เข้าไปในคลองมะขามเฒ่าหรือบริเวณต้นแม่น้ำท่าจีนในปัจจุบัน แต่ทว่าสภาพวัดในขณะนั้น ชำรุดทรุดโทรมลงตามสภาพ เกินกว่าที่จะบูรณะให้กลับคืนในสภาพที่ดีได้ต่อไป ท่านจึงได้ สร้างวัดขึ้นมาใหม่ซึ่งก็คือวัดปากคลองมะขามเฒ่า ซึ่งได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๔๗ ในระหว่างที่ท่านยังมีชีวิตอยู่นั้น ท่านได้เริ่มสร้างถาวรวัตถุต่างๆจากวัดร้าง ที่ไม่มีอะไรเลย จนมีครบทั้งโสถ์ ศษลาการเปรียญ กุฏิสงฆ์ กลายเป็นวัดที่ใหญ่โตจนทุกวันนี้

หลวงปู่ศุขท่านได้รับสมณศักดิ์เป็น พระครูวิมลคุณากร รั้งตำแหน่งเจ้าคณะแขวง (ปัจจุบันเรียกว่าเจ้าคณะอำเภอ) เป็นองค์แรกของอำเภอวัดสิงห์ หลวงปู่ศุขท่านเริ่มมีอาการอาพาธด้วยโรคชราในปี พ.ศ. ๒๔๖๔ ต่อมาในเดือนกรกฎาคม พ.ศ.๒๔๖๖ ท่านเริ่มอาพาธมากขึ้น และในเดือนพฤศจิกายน ก็มรณภาพลงด้วยอาการสงบในวันที่ ๒๓ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๖๖ สิริอายุได้ ๗๕ ปี พรรษาที่ ๕๐

จากอดีตจนถึงปัจจุบัน พระเครื่องและเครื่องราง ที่หลวงปู่ศุข ได้สร้างและปลุกเสกไว้ ต่างเป็นที่ยอมรับในพุทธคุณ เป็นที่เสาะแสวงหากันอย่างกว้างขวาง นี่คือสิ่งที่หลวงปู่ศุข ได้มอบเป็นมรดกให้กับเราและคนรุ่นหลังครับ

บทความและรูปภาพคัดลอกจากหลายแหล่งในอินเตอร์เนท จุดประสงค์เพื่อ เผยแพร่ความรู้
ผิดพลาดประการใด ต้องขออภัยมา ณ.ที่นี้ด้วยครับ

ติดตามข่าวด่วน เกาะกระแสข่าวดัง บน Facebook คลิกที่นี่!!