หน้าแรก งาน-อาชีพ สงสัยครับ ทำไมพ่อค้าแม่ค้า ถึงบ่นแต่ว่า เศรษฐกิจแย่

สงสัยครับ ทำไมพ่อค้าแม่ค้า ถึงบ่นแต่ว่า เศรษฐกิจแย่

WangZhiMing

ผมสงสัยนะครับ ว่าจริง ๆ แล้วพ่อค้าแม่ค้าทุกวันนี้ ที่บ่นว่าเศรษฐกิจแย่ เป็นเพราะเศรษฐกิจมันแย่จริง ๆ หรือว่า เค้าเหล่านั้นไม่คิดจะปรับตัว

ผมเองก็เป็นพ่อค้านะครับ ค้าขายมา 10 ปีกว่า ตัวผมเองเคยอยู่ในจุดที่ว่า ขายดีมากกกกกก จนขายแล้วเจ๊ง จนตอนนี้กลับมาขายดีอีกครั้ง ทั้ง ๆ ที่ของที่ขายคือสินค้าประเภทเดิมที่ขายมาตั้งแต่ 10 ปีที่แล้ว เพียงแต่ต้องปรับเปลี่ยนวิธีการขาย ซึ่งกว่าจะคิดได้ ก็เกือบตายไปพร้อมกับคำว่าเศรษฐกิจมันแย่

ผมอยากให้พ่อค้าแม่ค้าที่อ่านข้อความผมลองคิดดูว่า ที่ขายไม่ดี ขายไม่ได้ มันเป็นเพราะตัวเราเองไม่วิ่งให้เร็วกว่าการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภค หรือว่าเป็นเพราะคำว่า เศรษฐกิจมันแย่ เราเลยต้องแย่ตามเศรษฐกิจ

ปล. เป็นกำลังใจให้พ่อค้าแม่ค้าทุกท่านนะคร๊าบบบ

*************************************************
มาเพิ่มให้ก็ได้ครับ ก่อนจะโดนรุม

บังเอิญ ผมได้อ่านกระทู้หนึ่งมา เห็นมีแต่พ่อค้าแม่ค้าบ่น ว่าเศรษฐกิจไม่ดี เศษฐกิจแย่ บางคนก็บอกว่าร้านของเค้าก็ยังขายได้ ขายดี ซึ่งผมก็อาจจะเป็นกลุ่มที่ขายได้นะครับ เลยมาตั้งกระทู้ลอย ๆ ทีนี้พอมีคนถามผมเลยขอยกตัวอย่างจากประสบการณ์รอบ ๆ ตัว แนวความคิดในการปรับตัวของผมเพื่อให้อยู่รอดมาจนถึงวันนี้ เผื่อจะเป็นแนวทางของเพื่อน ๆ พ่อค้าแม่ค้าได้บ้าง
ตัวผมค้าขายสินค้าแฟชั่นฟุ่มเฟื่อย และขายอาหารครับ ก่อนหน้านี้กิจการผมเคยขายดีมาก จนมาถึงช่วงตกต่ำที่สุดของกิจการพร้อม ๆ กับที่พ่อค้าแม่ค้าเริ่มบ่นกันว่า เศรษฐกิจมันแย่นี่แหละครับ ผมก็ได้แต่โทษว่าเศรษฐกิจมันแย่ ก็ต้องคอยพยุงตัวเองไปแบบนี้ ทำอะไรไม่ได้ ต้องรอให้เศรษฐกิจมันฟื้น ผมก็ได้แต่รอแล้วรอเล่า คำว่าเศรษฐกิจมันแย่ก็วนวียนอยู่รอบตัวตลอด จนวันหนึ่งเริ่ม คิด วิเคราะห์ แยกแยะ ว่าจริง ๆ แล้วมันเกิดจากเศรษฐกิจ หรือ เกิดจากการที่เราไม่ปรับตัวกันแน่

ตัวอย่างที่ 1

เริ่มจากสินค้าแฟชั่นฟุ่มเฟื่อยผมเป็นผู้ผลิต แต่ผลิตเพื่อขายปลีกอย่างเดียวไม่คิดขายส่ง ยกตัวอย่างจากสาขาหนึ่งของผม เมื่อ 10 ปีก่อน ผมขายของอาทิตย์ละ 2 วัน ยอดขายร้านผมดีมาก วันละ 5 หมื่น – แสนสอง นี่คือการขายปลีกนะครับกำไรต่อชิ้น 4 – 5 เท่า จนวันหนึงมันเริ่มไม่ใช่แล้ว ยอดขายเริ่มตก บางวันขายได้ 7 พัน สูงสุดไม่เคยเกิน หมื่นห้า พ่อค้าแม่ค้าเป็นเหมือนกันหมด คือยอดตก ทุกคนก็ได้แต่พูดว่าเศรษฐกิจมันแย่ ผมก็เชื่อว่าเศรษฐกิจมันแย่ พ่อค้าแม่ค้าบางคนถอดใจกับตลาดแห่งนี้ ก็ปิดตัวลง แต่ผมไม่ถอดใจ ผมสู้ต่อ ผมก็มองรอบ ๆ ตัว ว่าจริง ๆ แล้วทุกอย่างมันต้องมีการเปลี่ยนแปลง คุณต้องวิ่งให้ทัน หรือ วิ่งนำมันไปเลย เมื่อ 10 ปีก่อน ตลาดที่ผมขายของมันดัง วัยรุ่นต่างก็มาช้อปปิ้ง แต่สมัยนี้มันไม่ใช่ ทุกวันนี้มีตลาดใหม่ ๆ เกิดขึ้นมากมายการแข่งขันสูง ผมต้องทำยังไงให้อยู่รอด
การปรับตัวของกรณีนี้ก็ง่าย ๆ ครับ ในเมื่อลูกค้าน้อยลง เราก็ต้องหาทางที่จะให้ลูกค้าซื้อของเราให้ได้เกือบทุกคนที่เข้าร้าน เช่นว่าเมื่อก่อนลูกค้าเข้าร้าน 100 คนผมบวกกำไรสูงลูกค้าจะซื้อของผมแค่ 15 คนผมก็อยู่ได้ แต่ตอนนี้ลูกค้าเข้าร้าน 50 คน ต้องทำให้ซื้อให้ได้ 30 คน ทีนี้จะทำยังไง ผมก็มาดูที่สินค้าของผม ปัญหาของผมคือตั้งราคาแพงครับก็ตอนนั้นคิดแค่ว่า ผมขายมาได้ตั้งนาน เมื่อก่อนก็ขายออกจะดี คนนึงซื้อ 2 ชิ้น 3 ชิ้น ต้นทุน 50 ผมขาย 250 ก็ขายได้ ในเมื่อเศรษฐกิจมันไม่ดี ผมก็แค่ลดราคาลงเพื่อให้ดึงดูดใจ แค่นี้มันก็ได้ผลนะครับ
บางคนอาจจะบอกว่าเรื่องแค่นี้ใคร ๆ เค้าก็รู้ แค่ลดราคา แต่ผมอยากบอกว่า พ่อค้าแม่ค้าบางคนยังไม่คิดแบบนี้นะครับ เพราะผมเห็นเค้ายังนั่งขายสินค้าราคาเดิม แล้วมาบ่นว่าขายไม่ดี

เรื่องการลดราคา ทุกวันนี้เห็นบางคนแข่งกันลดราคา ตัดราคา อยากจะบอกว่านั่นคือวิธีฆ่าตัวตายทางอ้อมเลยนะครับ ถ้าคุณไม่ใช่ผู้ผลิตตั้งแต่แรก คุณแค่ไปรับของมาขาย แล้วคิดจะลดราคาแข่งกันไปมา บอกเลยว่าเหมือนเกมวัดดวงว่าใครจะทุนหมดก่อนกัน แล้วรอวันเจ๊ง สิ่งที่ผมจะแนะนำได้คือ หยุดเอาของที่เหมือนกับคนอื่นมาขาย ถ้าเราขายมาก่อน แล้วโดนตาม ก็ปล่อยเค้าเราห้ามเค้าไม่ได้ เราแค่ขยันเดินให้มากขึ้น สังเกตุให้มากขึ้น สำรวจตลาดให้มากขึ้น หาความรู้รอบตัวให้มากขึ้น มันจะเกิดไอเดียขึ้นมาเอง จำไว้นะครับว่าต้องเป็นผู้นำ อย่าเป็นผู้ตาม

และถ้าเป็นไปได้ พยายามที่จะหาแหล่งผลิต และเริ่มผลิตเองให้ได้ เพราะก่อนที่ผมจะเป็นผู้ผลิต ผมก็ซื้อมาขายไป ซึ่งมันจะไม่ทำให้คุณแตกต่างจากคนอื่นนะครับ ถ้าอยากรวย อย่าคิดแค่ซื้อมาขายไป ให้คิดว่าจะทำยังไงให้เป็นผู้ผลิตให้ได้ (อันนี้คือความคิดของผมนะ)

ตัวอย่างที่ 2

เนื่องจากสมัยนี้มีตลาดใหม่ ๆ เปิดขึ้นมากมาย พ่อค้าแม่ค้าก็มีมากขึ้น ในเมื่อเราเองก็เป็นผู้ผลิตแต่ไม่สามารถดึงลูกค้าทั้งหมดให้ซื้อสินค้าที่เราได้เหมือนก่อน เราก็แค่หาทางกระจายสินค้าไปให้ถึงตลาดเหล่านั้นให้ได้มากที่สุด เราจะทำยังไง
ผมก็แค่ปรับตัวจากการขายปลีกเอากำไรเยอะ ๆ เปลี่ยนมาเป็นขายส่ง เอากำไรน้อย ๆ แต่เน้นปริมาณ แล้วเราจะทำยังไงดีละถึงจะขายส่งได้ ในเมื่อพ่อค้าแม่ค้าเหล่านั้นเค้าก็ไม่คิดจะเอาของเราไปขาย

วิธีของผมก็คือ เอาของไปเสนอ ถึงที่ ไม่ต้องรอให้ลูกค้ามาดูที่ร้าน บางคนไม่กล้าซื้อไม่กล้าลงทุน เหตุผลก็เหมือนเดิม เพราะว่าเศรษฐกิจไม่ดี ไม่กล้าลงทุนอะไรที่ต่างไปจากเดิม เช่นว่า ร้านที่ผมเข้าไปเสนอขายสินค้า ขายเสื้อผ้าแฟชั่น แต่ผมเอารองเท้าไปเสนอเค้า เค้าบอกว่าไม่กล้า ไม่อยากลงทุน ไม่อยากสต๊อก ผมก็เสนอเค้าว่าลองดูครับ ถ้าขายไม่ได้ยินดีรับคืนทั้งหมด บางคนอยากลองแต่ไม่กล้ากลัวไม่รับคืนตามคำพูด ผมเซ็นเอกสารเลยครับ ถ่ายสำเนาบัตรให้เลยว่ายินดีรับซื้อคืนทั้งหมด วิธีนี้ทำให้ผมได้ลูกค้ามาหลายรายเลยครับ จากที่ไม่กล้าซื้อ แรก ๆ ซื้อแค่ 4 – 5 พัน หลัง ๆ ยอดซื้อต่อเดือน 4 – 6 หมื่น ก็มี

ข้อคิดอันนี้นะครับ ถ้าคุณคิดจะทำธุรกิจแต่คุณกลัว ไม่กล้าเสี่ยง ไม่กล้าลอง คุณก็จะติดอยู่แต่ในกรอบเดิม ๆ รูปแบบเดิม
บางคนอาจจะคิดว่าผมจะพูดอะไรก็พูดได้ ในเมื่อผมมีพื้นฐานเป็นผู้ผลิตก็ได้เปรียบอยู่แล้ว แต่ ๆ ๆ ผมอยากจะบอกว่าผู้ผลิตบางคนเค้าก็ไม่คิดจะเปลี่ยนแปลงตัวเองแล้วก็ได้แต่บ่นว่ายอดขายตก ลูกค้าส่งไม่มี
ยกตัวอย่าง ผมรู้จักคนที่เป็นผู้ผลิตเหมือนกัน ต่างกันที่ เค้าผลิตเพื่อขายส่ง ไม่ขายปลีก ผมแนะนำให้เค้าขายปลีก เค้าบอกขี้เกียจมานั่งขายทีละชิ้นมันเหนื่อย ผมเชื่อว่าถ้าเค้ารู้จักปรับตัวมาขายปลีกด้วย ขายส่งด้วย มันก็จะช่วยให้ยอดขายเค้าดีขึ้น

ตัวอย่างที่ 3

ทุกวันนี้ตลาดใน กทม มันแน่นแล้วครับ ค่าที่ก็แพงมากกกก แพงเวอร์ แล้วผมจะทำยังไง ผมก็ออก ตจว. เลยครับ ก่อนออก ก็เคยมาตั้งกระทู้ถามใน pantip นี่แหละ ว่ามีตลาดนัดใน ตจว. ไหนที่ใหญ่ ๆ บ้าง ได้ข้อมูลแล้วก็ไปเลยไปดูให้เห็นกับตา ว่าเป็นยังไง หรือบางที่ผมไปเที่ยว ตจว. เห็นตรงไหนมีตลาด ผมก็ไปเดินสำรวจครับ ถือว่าไปเที่ยวแล้วได้งานด้วย แล้วก็ใช้วิธีเหมือนกับวิธีที่ 2 คือ ยื่นข้อเสนอให้ลูกค้า ผมก็ได้ฐานลูกค้าเพิ่มมาอีก

การปรับตัวกรณีนี้ คือ จากที่ขายอยู่แต่ กทม ก็หัดเปิดโลกกว้างบ้าง ยอมเหนื่อยหน่อย ไปดูทำเล หาลูกค้า เป็นเซลขายของเองซะเลย ไม่ใช่ว่า 10 ปีก่อน เริ่มขายที่ กทม. 10 ปี ให้หลัง ก็ยังขายมันอยู่ที่เดิม คือ ทุกอย่างต้องมีการเปลี่ยนแปลง ทำเลที่เคยดีที่สุด เวลาผ่านไป มันก็อาจจะกลายเป็นทำเลที่แย่ที่สุดก็ได้

ตัวอย่างที่ 4

จากเทคโนโลยีใหม่ ๆ ทุกวันนี้ มันทำให้เกิดการขายของ ออนไลน์ มันเลยทำให้ผมต้องปรับตัวให้ทันยุค ผมเป็นพวกโลเทคฯ เล่นเป็นแค่ไลน์ สมัครเฟสบุ๊ก อินสตราแกรม ก็เล่นไม่ค่อยเป็นครับ แต่ก็เริ่มหัด เริ่มโพสขายของ โพสไปเรื่อย มีคนดูไม่ดูก็โพสไป อย่าหมดความพยายาม โพสไปโพสมาก็ได้ลูกค้าครับ แต่กว่าจะได้ เสียเวลาครับ เวลาที่ต้องมานั่งพิมพ์ นั่งตอบ สารพัดคำถาม บางทีถามมาตอบไปคุยกันอยู่ 2 – 3 วัน สุดท้ายไม่ได้ขาย 5 5 5 แรก ๆ ต้องอดทน โพสมันไปเยอะ ๆ ให้คนสนใจแอดมาเยอะ ๆ ฐานลูกค้าคุณจะเพิ่มขึ้นมาเอง ทุกวันนี้ผมก็ยังไม่มีประสบการณ์ทางขายออนไลน์มากนัก แต่ก็เริ่มที่จะได้ลูกค้ามาบ้าง มียอดสั่งซื้อเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

อันนี้ผมขอแนะนำบางคนนะครับถ้าอยากมีธุรกิจเล็ก ๆ โดยที่ไม่ต้องลงทุนอะไรเลย ก็ใช้เฟสบุ๊ก อินสตราแกรมนี่แหละครับ เป็นจุดเริ่มต้น วิธีง่าย ๆ เลย คุณเข้าไปแอดคนที่ขายของ ที่ระบุว่า รับตัวแทน คนขายเหล่านั้นเค้าจะให้คุณยืมรูปสินค้า ยืมคำพูดโฆษณา โดยที่คุณไม่ต้องคิดอะไรเลย คุณแค่ขยัน โพส ๆ ๆ พอได้ลูกค้า ก็ให้ลูกค้าโอนเงินมาให้คุณ แล้วคุณก็โอนค่าของต่อไปยังคนขาย เดี๋ยวเค้าก็ส่งของให้คุณเอง คุณไม่ต้องทำอะไร ไม่ต้องวิ่งไปส่งของที่ไปรษณีย์ด้วยครับ ง่ายมาก แค่ขยันโพส เท่านั้น

ตัวอย่างที่ 5

อันนี้มาสายอาหารบ้างนะครับ ก็ในเมื่อคนทุกคนคิดว่า เศรษฐกิจมันไม่ดี ขายอะไรมันก็ไม่ดี นอกจากของกิน เพราะยังไง คนก็ยังต้องกินอยู่ดี ผมอยากจะบอกว่า คนยังต้องกินนะใช่ครับ แต่ใช่ว่าคุณขายของกิน แล้วจะขายดีนะ
ย้อนไป เมื่อ 2 ปีก่อน เพราะคำว่าเศรษฐกิจไม่ดี ต้องขายของกิน ถึงจะดี ก็ทำให้ผมลงทุนเปิดร้านขายของกิน ถามว่าขายได้ไหม ขายได้ครับ แต่ไม่ดี ตอนนั้นก็ลงทุนไปแล้ว จะเลิกทันที ก็ใช่เรื่อง ก็มานั่ง คิด วิเคราะห์ แยกแยะ ว่าทำไมอะไร จะทำยังไงให้แตกต่าง
การปรับตัว กรณีนี้ คือ สังเกตว่ารอบ ๆ นั้นเค้าขายอะไร จะทำยังไงให้แตกต่าง ในขณะนั้น ทำเลนั้น มีแต่คนขายของถูก เราก็เปลี่ยนแปลง แหวกไปเลย ขายของถูกกันนักใช่ไหม ข้าวแกง 25 – 30 – 35 ก็แค่เปลี่ยนเมนูใหม่ ทำให้อลังหน่อย จากกับข้าวราดแกงธรรมดา ก็ขายที่มันต่างจากคนอื่น เช่น คนอื่นขายเนื้อปลาชิ้น ๆ ชุปแป้งทอดราดพริก เราก็ขายเลย ปลา 1 ตัว ราดพริก ร้านอื่นเค้ามีน้ำพริกกระปิ น้ำพริกปลาทู ร้านเรามี น้ำพริกไข่ปู จัดไป อะไรที่มันแพง ๆ แล้วเค้าไม่กล้าทำขายเพราะกลัวว่าแพงไม่มีคนซื้อ ร้านอื่นมีผัดหอยลายพริกเผาแต่หอยตัวนิดนึง ร้านผม จัดไป หอยลายไซส์ที่มันใหญ่กว่าร้านอื่นแล้วขายราคาแพง

บางคนอาจจะบอกว่ากับข้าวแบบนี้ที่อื่นก็มีขาย ไม่เห็นจะต่างกันตรงไหน แต่ในกรณีของผมมันต่างตรงที่ว่าในตลาดนั้นไม่มีคนขายกับข้าวราดแกงแพง ๆ พอขายแพงถามว่ามีลูกค้าซื้อกินไหม มีครับ เพราะมันแตกต่าง

จริง ๆ มันมีรายละเอียดปลีกย่อยเยอะแยะมากมาย แต่ผมเป็นคนอธิบายไม่ค่อยเป็น เรื่องบางเรื่อง อาจจะเป็นเรื่องที่พ่อค้าแม่ค้าทุกคนมีความรู้อยู่แล้วก็ได้นะครับ ที่ผมพิมพ์มา ให้ถือว่า แชร์ประสบการณ์ ก็แล้วกันครับ

ที่มา http://pantip.com/topic/33245018

ติดตามข่าวด่วน เกาะกระแสข่าวดัง บน Facebook คลิกที่นี่!!