หน้าแรก ต่างประเทศ หน่วยมั่นคงเปิดข้อมูลใหม่ โรฮิงญาไม่ได้มาจากยะไข่ และส่วนใหญ่ไม่ได้หนีตาย

หน่วยมั่นคงเปิดข้อมูลใหม่ โรฮิงญาไม่ได้มาจากยะไข่ และส่วนใหญ่ไม่ได้หนีตาย

หน่วยมั่นคงเปิดข้อมูลใหม่ โรฮิงญาไม่ได้มาจากยะไข่ และส่วนใหญ่ไม่ได้หนีตาย

หน่วยงานความมั่นคงเปิดข้อมูลอีกด้านของผู้หลบหนีเข้าเมืองชาวโรฮิงญา ระบุส่วนใหญ่ไม่ได้มาจากยะไข่ และไม่ได้ลงเรือหนีตาย แต่เป็นการจ่ายเงินเพื่อไปหางานทำประเทศที่สาม ย้ำไม่ใช่ปัญหาค้ามนุษย์

ในขณะที่นานาชาติ องค์กรพัฒนาเอกชน หรือเอ็นจีโอ นักสิทธิมนุษยชน และสื่อมวลชนบางแขนง นำเสนอข่าวการหลบหนีเข้าเมืองของชาวโรฮิงญาว่าเป็นการหนีภัยสงครามจากรัฐยะไข่ ประเทศเมียนมาร์ และตกเป็นเหยื่อขบวนการค้ามนุษย์ในพื้นที่ภาคใต้ของไทย จนมีกระแสเรียกร้องให้ไทยเปิดศูนย์พักพิงชั่วคราว เพื่อดูแลชาวโรฮิงญานั้น

มีข้อมูลจากหน่วยงานความมั่นคงไทย นำเสนอข้อเท็จจริงอีกด้านหนึ่ง ระบุว่า ได้ตรวจสอบปัญหาผู้หลบหนีเข้าเมืองชาวโรฮิงญาแล้ว พบว่ามีข้อเท็จจริงหลายประการที่สังคมไทยยังเข้าใจคลาดเคลื่อน
หนึ่ง คือ ชาวโรฮิงญาที่ลักลอบเข้าเมือง ไม่ใช่เชื้อชาติโรฮิงญาทั้งหมด แต่มีชาวบังกลาเทศครึ่งต่อครึ่ง

สอง ชาวโรฮิงญาที่หลบหนีเข้าเมือง ไม่ได้มาจากรัฐยะไข่ของเมียนมาร์ทั้งหมด แต่ที่มาจากรัฐยะไข่เป็นเพียงส่วนน้อย เพราะส่วนใหญ่ตรวจสอบแล้วมาจากคอกซ์บาซา ชายแดนบังกลาเทศที่ติดกับรัฐยะไข่ของเมียนมาร์ แม้แต่ชาวโรฮิงญาจากยะไข่ที่หลบหนีออกมา ก็ไปเริ่มต้นลงเรือที่คอกซ์บาซา เพราะมีขบวนการนำพารับจ้างพาลงเรือล่องจากอ่าวเบงกอลสู่ทะเลอันดามัน

สาม ชาวโรฮิงญาส่วนใหญ่ที่ลักลอบเข้าไทยไม่ใช่เหยื่อขบวนการค้ามนุษย์ แต่สมัครใจเดินทางมาเพื่อต้องการเข้าไปทำงานที่มาเลเซีย อินโดนีเซีย ไทย หรือประเทศที่สามเพื่อหางานทำ

สี่ เมื่อชาวโรฮิงญาหรือบังคลาเทศเดินทางมาด้วยความสมัครใจ ด้วยการลงขันออกเงินค่าเดินทางและเช่าเรือกันมาเอง จึงไม่ใช่การค้ามนุษย์ แต่เป็นการลักลอบเข้าเมือง ขณะที่เครือข่ายที่ช่วยเหลือก็เป็นพวกขบวนการนำพาคนเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย ไม่ใช่ขบวนการค้ามนุษย์

ห้า การจัดตั้งค่ายผู้อพยพหรือศูนย์พักพิงชั่วคราวในไทยจึงไม่จำเป็น และไม่ใช่แนวทางแก้ไขปัญหาที่ถูกต้อง

หก มีค่ายใหญ่มากที่สามารถรองรับชาวโรฮิงญาได้อยู่แล้ว โดยมี 2 ค่ายอยู่ที่คอกซ์บาซา จุคนได้ร่วม 3 แสนคน แต่ตอนนี้ในค่ายมีชาวโรฮิงญาอยู่แค่ราวๆ 2 หมื่นกว่าคนเท่านั้น ฉะนั้นไทยสามารถส่งคนเหล่านี้กลับไปพำนักในค่ายดังกล่าวได้

เจ็ด สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูเอ็นเอชซีอาร์ ปล่อยปละละเลยให้ชาวโรฮิงญาที่อยู่ในค่ายที่คอกซ์บาซาหลบหนีออกมา จึงต้องมีส่วนรับผิดชอบกับปัญหาด้วย เพราะค่ายดังกล่าวอยู่ในความดูแลของยูเอ็นเอชซีอาร์

แปด หลักการจัดการกับปัญหานี้ที่ถูกต้อง คือ การส่งกลับไปที่ประเทศต้นทาง ซึ่งก็คือค่ายที่คอกซ์บาซา ประเทศบังคลาเทศ โดยประเด็นนี้จะถูกหยิบยกขึ้นหารือในที่ประชุมว่าด้วยการโยกย้ายถิ่นฐานแบบไม่ปกติในมหาสมุทรอินเดีย ร่วมกับประเทศอาเซียน ในวันที่ 29 พฤษภาคมที่จะถึงนี้ ซึ่งไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมด้วย

special_report_rohingya

ประวัติศาสตร์บาดแผลชาติพันธุ์โรฮิงญา

อย่างไรก็ดี ยังมีแง่มุมทางประวัติศาสตร์ที่อาจจะสวนทางกับข้อมูลของฝ่ายความมั่นคงดังกล่าว สรุปเป็นประเด็นๆ ได้ดังนี้
>> รัฐยะไข่ (อาระกัน) กับบังคลาเทศ มีพรมแดนติดกัน
>> อาระกันเดิมเป็นรัฐเอกราช บางช่วงอยู่ใต้อิทธิพลราชวงศ์เบงกอล บางช่วงอยู่ใต้อิทธิพลราชวงศ์ของพม่า
>> โรฮิงญาในรัฐยะไข่ปัจจุบัน ส่วนหนึ่งเป็นคนพื้นเมืองดั้งเดิม อีกส่วนอพยพมาจากบังคลาเทศ (เดิมคืออินเดีย) ในยุคอังกฤษล่าอาณานิคม
>> พ.ศ.2369-2491 ในยุคล่าอาณานิคม อังกฤษรบกับพม่า โดยมีโรฮิงญาช่วยรบ และอพยพคนโรฮิงญาเข้ามาตั้งถิ่นฐานในยะไข่เพิ่มขึ้น เป็นต้นเหตุให้คนพม่าไม่ชอบโรฮิงญา
>> พ.ศ.2491 อังกฤษมอบเอกราชให้พม่า อาระกันมีสถานะเป็นรัฐปกครองตนเอง
>> พ.ศ.2505 นายพลเนวินทำรัฐประหารและประกาศยกเลิกรัฐปกครองตนเองอาระกัน (Arakanese autonomy) พร้อมปฏิเสธให้สถานะ “พลเมืองพม่า” แก่ชาวโรฮิงญา
>> พม่ามี 140 ชนเผ่า แต่ไม่เคยยอมรับว่าชนเผ่าโรฮิงญาเป็นพลเมือง หรือมีสัญชาติพม่า จึงไม่ได้รับสิทธิต่างๆ ถือเป็นเพียงผู้อาศัย และกดดันด้วยวิธีต่างๆ ให้ออกจากแผ่นดินยะไข่ อันเนื่องจากบาดแผลในประวัติศาสตร์
>> ชาวโรฮิงญาอีกส่วนหนึ่งอยู่ในบังคลาเทศ แต่บังคลาเทศก็มีประชากรหนาแน่นและยากจนมาก ทำให้โรฮิงญาที่หนีจากพม่าไปบังคลาเทศ ก็ไม่ได้รับการยอมรับเป็นพลเมือง แม้จะเชื้อชาติเดียวกันและนับถือศาสนาอิสลาม ชาวโรฮิงญาที่หนีไปจะถูกนำตัวไปอยู่ในแคมป์ผู้ลี้ภัยตามแนวชายแดนเท่านั้น
>> พ.ศ.2555 เกิดเหตุปะทะครั้งใหญ่ในรัฐยะไข่ ระหว่างคนพุทธกับมุสลิมโรฮิงญา ทำให้มีการอพยพหนีภัยสงครามและความแร้นแค้นด้วยการล่องเรือไปตายเอาดาบหน้า

สรุปความคืบหน้าคดีค้ามนุษย์โรฮิงญา

ด้านความคืบหน้าการดำเนินคดีค้ามนุษย์โรฮิงญา จากการสรุปของศูนย์ปฏิบัติการตำรวจภูธรภาค 9 ส่วนหน้า ล่าสุดได้มีการออกหมายจับผู้ต้องหาเพิ่มอีก 3 ราย เป็นเครือข่ายค้ามนุษย์ในจังหวัดระนอง รวมผู้ต้องหาที่ถูกออกหมายจับแล้วทั้งสิ้น 65 คน ควบคุมตัวได้แล้ว 30 คน รวมถึง นายปัจจุบัน อังโชติพันธ์ หรือโกโต้ง อดีตนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสตูล ซึ่งเป็นผู้ต้องหาคนสำคัญ

ส่วนความคืบหน้าการอายัดทรัพย์สินเครือข่ายค้ามนุษย์นั้น เจ้าหน้าที่ได้อายัดทรัพย์เครือข่ายค้ามนุษย์จำนวน 52 คน เป็นผู้ต้องหา 15 คน และที่เป็นเครือข่ายอีก 37 คน รวม156 รายการ มูลค่า 81 ล้านบาท เป็นเครือข่ายค้ามนุษย์ในจังหวัดระนอง 71 ล้านบาท และจังหวัดสตูล 10 บาท ขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการอายัดทรัพย์เครือข่ายค้ามนุษย์ในจังหวัดสงขลาเพิ่มเติมอีก มูลค่ารวมน่าจะเกิน100 ล้านบาท

สำหรับจำนวนผู้อพยพที่เจ้าหน้าที่ให้ความช่วยเหลือ อยู่ที่ 313 ราย แยกเป็นเหยื่อค้ามนุษย์ 64 ราย ส่วนที่เหลือ 240 คนอยู่ระหว่างการดำเนินคดีหลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย ในจำนวนนี้มี 48 คนที่ศาลพิจารณาคดีเสร็จสิ้นแล้ว และจะส่งสำนักงานตำรวจคนเข้าเมืองดำเนินการผลักดันกลับประเทศต่อไป

ติดตามข่าวด่วน เกาะกระแสข่าวดัง บน Facebook คลิกที่นี่!!