หน้าแรก ทั่วไป ในโลกยุคโซเชียลมีเดีย ใครใครก็เป็นนักสืบได้ จริงหรือ?

ในโลกยุคโซเชียลมีเดีย ใครใครก็เป็นนักสืบได้ จริงหรือ?

โดย : วุฒิชัย กฤษณะประกรกิจ

การเป็นแฟนพันธุ์แท้ของทีวีซีรีส์แนวอาชญากรรมยอดฮิต อย่าง CSI , Criminal Minds , หรือ Sherlock อาจจะทำให้เราหลงคิดไป ว่าตัวเองก็สามารถเป็นนักสืบได้แบบนั้นเหมือนกัน ในโลกยุคโซเชียลมีเดีย

ทีวีซีรีส์พวกนี้ถ้าดูแบบผิวเผิน จะเหมือนกับว่าทีมนักสืบไขคดีซับซ้อนซ่อนเงื่อนได้ ด้วยความที่เป็นคนช่างสังเกต และความเฉลียวฉลาดในการคิดวิเคราะห์ เห็นอะไรนิดหน่อย ก็มโนเรื่องราวต่อไปได้เป็นตุเป็นตะ ซึ่งจริงๆ แล้ว แก่นแกนของความคิดในทีวีซีรีส์เหล่านี้ คือการคิดให้เหตุผลแบบอุปนัย หรือ Inductive Reasoning ต่างหาก

อุปนัยคืออะไร? มันคือการคิดให้เหตุผลและแสวงหาความจริง แบบที่มีความเป็นวิทยาศาสตร์ มีความเป็นภาวะวิสัย หรือ Objectivity ใช้การทดลอง สังเกต ข้อเท็จจริง เงื่อนไขที่เป็นความจริง โดยไม่ขึ้นอยู่กับจิตใจ ความคิดเห็น สัญชาติญาณ และความรู้สึก

วิธีการแบบ อุปนัย คือการนำเหตุการณ์ย่อยๆ หลายเหตุการณ์ที่ตรงกัน สอดคล้องกัน มาสรุปรวมเป็นความรู้ เช่นเราไปซื้อส้มในตลาด ถามแม่ค้าว่าส้มหวานไหม แม่ค้าบอกว่าหวานทั้งกอง เราเลยขอลองหยิบมาชิม ลูกแรกหวาน … ลูกที่สองก็หวาน … ลูกที่สามก็หวาน … เราเลยยอมเชื่อแม่ค้าและซื้อส้มมา 1 กิโล โดยความเชื่อว่าส้มทั้งกองจะต้องหวานเหมือนส้มที่หยิบมาชิม

อุปนัยนั้นตรงข้ามกับนิรนัย หรือ Deductive Reasoning นิรนัยคือการนำความความรู้เดิมที่กว้าง มาอธิบายเหตุการณ์ย่อยๆ ว่าเป็นไปตามนั้นด้วย เช่นการบอกว่า
– มนุษย์ทุกคนต้องตาย (ความรู้เดิม)
– ฉันคือมนุษย์ (เหตุการณ์ย่อย)
– ฉันก็ต้องตายเช่นกัน (คำตอบที่ได้)

นิรนัยเป็นวิธีหาความรู้ที่เก่าแก่ มีมาตั้งแต่เริ่มต้นประวัติศาสตร์มนุษย์ เรื่อยมาจนถึงยุคกลางของยุโรป เป็นการคิดหาเหตุผลหรือความรู้มาอธิบายโลกและชีวิต ซึ่งส่วนใหญ่จะได้คำตอบมาเป็นเรื่องพระเจ้า เทพเจ้า ความจริงสัมบูรณ์ แล้วก็นำมาอธิบายเหตุการณ์ย่อยๆ ที่เกิดขึ้น เช่นฝนตกฟ้าร้องเพราะเทพเจ้า คนเราเกิดมาตามพระประสงค์ของพระเจ้า โลกเป็นศูนย์กลางของจักรวาล ทุกสิ่งทุกอย่างหมุนอยู่รอบโลก ฯลฯ

อุปนัยเป็นวิธีหาความรู้ในยุคโมเดิร์นิสม์ เป็นยุคสมัยที่เกิดความคิดแบบมนุษยนิยม เริ่มให้ความสำคัญกับศักยภาพของตนเอง มากกว่าให้ความสำคัญกับพระเจ้า คนเริ่มคิดว่าตนเองสามารถหาความรู้และความจริง ได้จากการคิด (เหตุผล) และการประจักษ์ (สังเกต) แล้วรวบรวมข้อมูลหลักฐานเหล่านั้นมาก่อขึ้นเป็นทฤษฎี ซึ่งวิธีอุปนัยก็คือวิธีการทางวิทยาศาสตร์ ประจักษ์นิยม เหตุผลนิยม

หลายเอพิโสดในทีวีซีรีส์แนวสืบสวนเหล่านี้ ทั้ง CSI, Criminal Minds กล่าวถึงการทำงานโดยยึดแนวทางแบบอุปนัย คือการเปิดให้หลักฐานและพยานทั้งหมด นำไปสู่ข้อสรุปในการจับกุมคนร้ายตัวจริง

หัวหน้าทีมนักสืบ ไม่ว่าจะเป็นกริสซั่มหรือฮอจเนอร์ มักจะปรามลูกน้องและเพื่อนร่วมงานอยู่เสมอ เมื่อพวกเขาเริ่มต้นการสืบสวนคดีด้วยสัญชาตญาณ หรือมีความเชื่อตั้งแต่ต้นว่าใครคือคนร้าย แล้วค่อยออกไปตระเวนตามหาหลักฐานและพยาน เพื่อมาสนับสนุนความเชื่อนั้น ซึ่งนี่คือวิธีนิรนัย ที่อาจจะทำให้ผลการสืบสวนบิดเบือนไปเพราะอคติ

เทียบกับนิยายที่เก่าแก่ตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 19 อย่างเรื่อง เชอร์ลอค โฮล์มส ที่ให้ตัวเอกใช้วิธีแบบนิรนัยในการสืบสวนสอบสวนคดีลึกลับ ถึงกับมีคำเรียกว่าเป็น Holmesian Deduction เซอร์ อาร์เธอร์ โคแนน ดอยล์ อธิบายว่า “From a drop of water, a logician could infer the possibility of an Atlantic or a Niagara without having seen or heard of one or the other”

ตัวอย่างล่าสุด เมื่อนำนิยายเชอร์ลอค โฮล์มส มาทำเป็นซีรีส์ของบีบีซี เรื่อง Sherlock เราก็จะเห็นหลายฉาก ที่พระเอกของเรา ซึ่งรับบทโดย เบเนดิกต์ คัมเบอร์แบตช์ ใช้พลังของการสังเกตและการนิรนัย เพื่อทำนายความเป็นมาของคนที่เพิ่งพบกันครั้งแรก จนดูเหมือนว่าเขาเป็นหมอดูหรือมีพลังจิตอ่านใจคนได้ เช่น เพียงแค่เห็นขนแมวที่ขากางเกง ก็ทำนายได้ว่าคนนี้เลี้ยงแมว อะไรทำนองนี้

นิยายนักสืบเก่าแก่เลือกใช้วิธีให้เหตุผลแบบโบราณ เพื่อสร้างภาพลักษณ์ความเป็นอัจฉริยะจนถึงระดับแฟนตาซี และขยายความยิ่งใหญ่เป็นตำนานให้กับพระเอก ในขณะที่ทีวีซีรีส์สมัยใหม่ เราจะเห็นการทำงานเป็นทีม การใช้เครื่องไม้เครื่องมือวิทยาศาสตร์ การทดลองแปลกๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทั้งหมดนี้ก็เพื่อเชิดชูกระบวนการยุติธรรมแบบสมัยใหม่ ที่อ้างถึงความเป็นวิทยาศาตร์และความเป็นภาวะวิสัย

นับเวลาเป็นพันๆ ปีผ่านมาในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ ระหว่างอุปนัยและนิรนัย ก็ยังไหาข้อสรุปสุดท้ายได้ว่าวิธีการใดถูกต้องกว่าหรือดีกว่า ทั้งสองวิธีนี้ต่างก็มีข้อดีและข้อเสียของตัวเอง อีกทั้งในกระบวนการคิดของเราทุกคน เราต่างก็ใช้ทั้งสองวิธีนี้แบบผสมผสาน กลับไปกลับมา แบบไม่รู้ตัว โดยตลอดเวลาอยู่แล้ว

เพียงแต่ในยุคสมัยแห่งโซเชียลมีเดีย เราต่างก็หลงลืมไปว่าต้องผสมผสานกระบวนความคิดของตัวเองให้รอบคอบและกลมกลืน ท่ามกลางข้อมูลข่าวสารที่ท่วมทันมหาศาล และเพื่อนในวงนับร้อยนับพันที่แก่งแย่งแข่งกันกันแสดงความคิดเห็น ในสภาพแวดล้อมแบบนี้ มันจึงง่ายมากๆ ที่เราจะด่วนสรุป และหาเหตุผลมาสนับสนุนข้อสรุปนั้น

โซเชียลมีเดียกำลังจะกลายเป็นกระบวนการยุติธรรม มันทำให้เกิดวิวัฒนาการขั้นต่อมาของนักเลงคีย์บอร์ด คือการกลายเป็นนักสืบคีย์บอร์ด

ปรากฏการณ์แบบนี้เกิดขึ้นมาตั้งแต่สมัยสื่อเก่า สื่อมวลชนอย่างหนังสือพิมพ์และรายการสัมภาษณ์ข่าวทางทีวี ก็มักจะนำผู้อ่านและผู้ชมไปสู่การด่วนสรุปและตัดสินคนผิด โดยการนำเสนอข่าวที่มีอคติและไม่รอบด้านเพียงพอ คดีอาชญากรรมถูกชี้นำไปในทิศทางที่มีผลต่อเรตติ้ง การสร้างกระแสสังคม และการดรามาไทซ์ข่าว

สิ่งนี้กำลังจะเลวร้ายขึ้นเมื่อเราทุกคนหันมาใช้สื่อใหม่ เราช่วยกันขุดคุ้ย ค้นหาพยานหลักฐานทั้งหมดจาก Google (ซึ่งทั้งหมดล้วน based on ข่าวรายวัน ซึ่งเป็นอนุพันธ์ของความจริงจากที่เกิดเหตุ) แล้วก็ใช้พลังการนิรนัยแบบอัจฉริยะของ เชอร์ลอค โฮล์มส แล้วก็นำมาโหมกระพือกันในเฟซบุคหรือทวิตเตอร์

โดยมีอคติเริ่มต้นจากความเชื่อว่ากระบวนการยุติธรรมและการทำงานของตำรวจมีปัญหา นำไปสู่ผลในท้ายที่สุด คือการล่าแม่มดโดยนักสืบคีย์บอร์ด

หมายเหตุ
** บทความนี้ไม่ได้หมายถึงคดีใดคดีหนึ่งที่กำลังเกิดขึ้นเป็นพิเศษ เพราะผมไม่ได้ตามอ่านรายละเอียดข่าว และไม่ขอแสดงความคิดเห็นต่อข่าวใดๆ เพียงแต่พยายามอธิบายเทรนด์ของนักสืบคีย์บอร์ดที่กำลังเกิดขึ้น
*** เนื้อหาบางส่วนมาจากบล็อกเก่าๆ ของตัวเอง บทวิจารณ์หนังเรื่อง Unbreakable (http://theaestheticsofloneliness.blogspot.com/2009/03/unbreakable-1.html)

ติดตามข่าวด่วน เกาะกระแสข่าวดัง บน Facebook คลิกที่นี่!!