หน้าแรก ทั่วไป 3 เรื่อง ที่ควรสอนลูกให้เป็นเศรษฐีเงินล้าน ก่อนอายุ 20

3 เรื่อง ที่ควรสอนลูกให้เป็นเศรษฐีเงินล้าน ก่อนอายุ 20

สวัสดีครับ กลับมาเจอกันอีกแล้วกับผม [email protected] ครับ ในช่วงที่ผ่านมา มีคำถามเข้ามาในเพจของผมค่อนข้างเยอะมาก ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องการลงทุนในกองทุน การแบ่งเงินลงทุน แต่ในช่วงหลังๆ มา ผมเริ่มที่จะเห็นพ่อแม่ ผู้ปกครอง เข้ามาสอบถามกับผมมากขึ้นว่าจะสอนให้เด็กๆ เริ่มต้นการเก็บออมอย่างไรดี และถามถึงวิธีการสร้างวินัย หรือแนวคิดการบริหารเงินที่ดีให้กับเด็กๆ หรือสอนเด็กๆ ให้เริ่มลงทุนเพื่อให้กลายเป็นเศรษฐีเงินล้านก่อนอายุ 20!

ดังนั้น จึงเป็นที่มาของหัวข้อในวันนี้ครับ ผมเองก็อยากสอนเด็กๆ ให้รู้จักออมเงิน และเริ่มเข้าใจเรื่องคุณค่าของเงิน ที่สำคัญคือ พ่อแม่เองก็จะได้มีกิจกรรมร่วมกับลูกๆ ด้วย เพื่อเพิ่มความสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัว รวมถึงถ้าเด็กเหล่านี้ได้เริ่มเข้าใจการลงทุนก็น่าจะดีไม่น้อยครับ ซึ่งผมมีเคล็ดลับดีๆ ที่จะมาเปิดเผยอยู่ 3 ข้อตามช่วงอายุ เพื่อที่จะทำให้เด็กๆ เป็นเศรษฐีเงินล้านได้ก่อนอายุ 20 คร้าบ เรามาเริ่มกันเลยนะครับ

สอนให้รู้จักเก็บออมอย่างสม่ำเสมอตั้งแต่เด็ก
ลักษณะเฉพาะของวัยเด็ก

“คำชม” เป็นเรื่องสำคัญ
“การให้รางวัล” เป็นเรื่องใหญ่
พ่อแม่ “ต้องให้ความร่วมมือ”

การให้เด็กในวัยนี้รู้จักการออมเป็นเรื่องง่ายมากครับ เพียงแค่ตั้งเป้าหมายร่วมกันในการออม โดยมีกระปุกออมสินใบใหญ่อยู่กลางบ้าน พ่อแม่ต้องช่วยกันออมเงินให้ลูกเห็นทุกวัน และที่สำคัญเมื่อลูกของท่านได้หยอดกระปุกด้วยตนเอง อย่าลืมกล่าวคำชื่นชม หรือให้ “ดาว” กันด้วยนะครับ ดาวอาจจะไร้สาระสำหรับพวกเราที่เป็นผู้ใหญ่ครับ แต่สำหรับเด็กๆ มันคือ “สัญลักษณ์” ที่บ่งบอกถึงความภูมิใจของเด็กๆ นะครับ อย่าทำเป็นไม่เห็นความภูมิใจและเชื่อมั่นของเด็กๆ เพราะว่ามันจะลดทอนความเชื่อมั่นแบบลึกๆ ในตอนที่เขากลายเป็นผู้ใหญ่ครับ จากนั้นพอได้ดาวครบ หรือได้เงินตามที่ต้องการก็พาเด็กๆ ไปที่ธนาคารด้วยกันครับ เพื่อที่จะฝากเงิน และทำให้เด็กๆ รู้จักธนาคารตั้งแต่เด็กๆ ทำให้พวกเขาคุ้นชินกับบรรยากาศของธนาคาร ขากลับอาจจะพาแวะเที่ยวที่ที่พวกเขาชอบครับ เป็นการทำให้เด็กๆ มีความสุขทุกครั้งเมื่อมาธนาคารนั่นเอง

แต่แค่การฝากเงินในบัญชีออมทรัพย์ของธนาคารธรรมดานั้นอาจจะยังไม่เพียงพอ ดังนั้น เพื่อให้เด็กๆ ได้รับประโยชน์สูงสุดในการออมเงิน และเพื่อเป็นการปูทางสู่ความรู้ในการบริหารเงินที่สูงขึ้น การเลือกบัญชีที่จะฝากเงินก็เป็นเรื่องสำคัญเช่นกัน ซึ่งเดี๋ยวนี้ธนาคารต่างๆ ก็เริ่มที่จะให้ความสำคัญ และขยับมาให้บริการกับเด็กๆ มากขึ้นครับ โดยมีบัญชีการเก็บออมสำหรับเด็กทีมีอายุไม่เกิน 14 ปีโดยเฉพาะ เช่น บัญชีเงินฝากบัวหลวงคิดส์ และข้อดีของการฝากในบัญชีแบบนี้ คือ สามารถฝากได้ตั้งแต่อายุน้อยๆ ได้รับอัตราดอกเบี้ยสูงกว่าเงินฝากประจำ และไม่ต้องเสียภาษีดอกเบี้ยเงินฝาก เมื่อฝากครบตามเงื่อนไขอีกด้วยครับ เพียงเริ่มต้นฝาก 500 บาท เป็นประจำทุกเดือน เดือนละเท่าๆ กัน จนครบ 2 ปี ก็จะเห็นเลยว่าเงินที่ฝากไว้งอกเงยมากขึ้น แค่นี้ก็เป็นการปลูกฝังพวกเขาให้รู้จักการออมตั้งแต่ยังเด็กนั่นเองคร้าบ

สอนให้รู้จักเริ่มลงทุน ให้เป็นเศรษฐีเงินล้าน
ลักษณะของวัยรุ่น

“ตัวตน” เป็นเรื่องสำคัญ
“ความหล่อและสวย” เป็นเรื่องใหญ่
พ่อแม่ “ต้องแชร์ความสำเร็จ”

เนื่องจากเด็กในช่วงนี้ต้องได้รับการยอมรับ และต้องการมีเพื่อน ถ้าลูกๆ ของคุณ อยากได้อะไรที่มันดูดีในกลุ่มเพื่อนๆ เช่น ต้องการเอาเงินไปรักษาสิว หรือเอาเงินไปซื้อกีต้าร์มาเล่นอวดเพื่อนๆ ก็ลองให้เค้าเริ่มเก็บออมดูครับ แต่การเก็บออมต้องมีความเป็นไปได้ด้วยนะครับ เช่น อยากได้ของราคา 15,000 บาท ให้เก็บวันละ 100 บาท 150 วัน อาจจะดูยากไปนิดสำหรับเด็กๆ ในวัยนี้ เนื่องจากเด็กวัยนี้อาจจะได้รายได้ต่อวันไม่เยอะ ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่อาจจะช่วยสนับสนุนด้วยส่วนนึงครับ เช่นเก็บออมช่วยกันคนละครึ่งก็ได้ ซึ่งจะช่วยให้ครอบครัวได้มีกิจกรรมร่วมกัน ประโยชน์อีกอย่างของการเก็บออมร่วมกันคือ ได้คอยให้คำแนะนำการแบ่งเงินให้กับลูกๆ ได้ด้วยครับ และข้อดีอีกข้อหนึ่งคือ (ข้อดีเยอะจริงๆ) การเพิ่มความอดทนรอ เพิ่มวินัย เพื่อที่จะได้สิ่งของมาสำหรับเด็กๆ ครับ

ผมขอแนะนำเคล็ดลับจากการลงทุนด้วยวิธีการง่ายๆ ก็คือ เก็บออม และลงทุนแบบถัวเฉลี่ยในจำนวนเงินที่เท่าๆ กันทุกเดือน หรือที่เรียกว่า DCA (Dollar Cost Averaging) ซึ่งข้อดีของ DCA คือ ทำให้น้องๆ มีวินัยในการเก็บออม แถมไม่ต้องใช้เงินจำนวนมากโดยเริ่มต้นแค่ 1,000 บาทเท่านั้นเองครับ

ถ้าเราลงทุนให้กับเด็กๆ ด้วยเงิน 1,000 บาท ทุกเดือน เป็นเวลา 20 ปี (ตั้งแต่เกิดจนเรียนมหาวิทยาลัย) กับกองทุนหุ้นที่ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยโดยประมาณ 12% ต่อปี ก็จะมีเงินประมาณ 1 ล้านบาท ได้ไม่ยากครับ!! ยกตัวอย่างเช่น กองทุนเปิดบัวแก้ว, กองทุนเปิดบัวหลวงทศพล และถ้าเราลงทุนระยะยาวมากเท่าไหร่ ความผันผวนก็จะลดลงมากเท่านั้น!

แน่นอนว่า คุณพ่อคุณแม่ และผู้ปกครองที่ต้องการเก็บเงินส่วนนึงไว้ให้กับลูกหลาน เพื่อเป็นทุกการศึกษาเพื่อไปเรียนต่อต่างประเทศก็สามารถใช้วิธีนี้ได้เช่นกันนะครับ

สอนให้เตรียมพร้อมสู่การบริหารเงินด้วยตนเอง
ช่วงเริ่มเข้ามหาวิทยาลัย

“เชื่อใจ” เป็นเรื่องสำคัญ
“อิสระ” เป็นเรื่องใหญ่
พ่อแม่ “ต้องให้ความเข้าใจ”

เมื่ออายุของลูกๆ หลานๆ เริ่มเข้าสู่วัยรุ่นอย่างเต็มตัวมากขึ้น เราเองก็ควรที่จะเริ่ม “ปล่อย” ให้เด็กๆ ได้มีโอกาสบริหารเงินกันเอง โดยที่สอนการทำบัญชีรายรับจ่ายของตนเอง ซึ่งเดี๋ยวนี้ก็มีโปรแกรมการจดบัญชีรายรับจ่ายมากมายครับ จุดสำคัญคือ เราเองก็ควรที่จะบริหารเงินให้เห็นหรือมีการเล่าให้ฟังถึงสิ่งที่พ่อแม่กำลังทำอยู่ อย่างที่เรามักจะเรียกว่า “ตัวอย่างที่ดีมีค่ามากกว่าคำสอน” นั่นเอง

สุดท้ายนี้ ก็อย่าใช้แต่เหตุผลเพียงอย่างเดียวในการพูดคุยกับเด็ก เพื่อทำให้เด็กๆ เหล่านี้รู้จักคุณค่าของเงิน ด้วยหัวใจ มิใช่เพียงแค่มูลค่าของมัน แต่เราจะต้องใส่ความรักลงไปด้วย และปลูกฝังด้วยความสนุก ความเข้าใจ มิใช่บังคับ

ก่อนจะจากกันไปในครั้งนี้ ผมขอแนะนำเพิ่มเติม ว่าเมื่อเตรียมความพร้อมด้านการเงินให้กับลูกอย่างดีแล้ว ถ้าเป็นไปได้ เราก็ควรที่จะมีการเก็บเงินฉุกเฉินไว้เพื่อบริหารความเสี่ยงเอาไว้ด้วย ทั้งนี้ก็เพื่อเป็นค่ารักษาพยาบาล และทุนการศึกษาให้กับลูกหลาน นั่นคือ การทำประกันให้กับเด็กๆ อย่างเช่น ประกันภัยอุบัติเหตุ พีเอเฟิสต์ คิดส์ เพื่อป้องกันความเสี่ยงต่างๆ หากเด็กๆ เกิดอุบัติเหตุขึ้น หรือถึงแม้ว่าตัวเราไม่อยู่แล้วก็จะได้รับความคุ้มครองทำให้เด็กๆ มีรายได้มาเป็นทุนการศึกษา หรือเลี้ยงดูพวกเขาได้ครับ

เป็นอย่างไรกันบ้างครับ ผมหวังว่าบทความนี้ของผมน่าจะพอทำให้ท่านผู้อ่านมีแนวทางในการสอนเรื่องเงินๆ ทองๆให้กับลูกหลานของเราบ้างนะครับ แต่ก็อย่าสอนแต่เรื่องเงินจนลืมเรื่องการเป็นคนดีกันด้วยนะครับ

วันนี้ขอลาไปก่อน สวัสดีครับ

สามารถมาติดตามอ่านบทความได้ ที่นี่

ศูนย์รวม เคล็ดลับทางการเงินดีๆ

www.bangkokbank.com/MoneyTutor

ที่มา http://money.sanook.com/271269/

ติดตามข่าวด่วน เกาะกระแสข่าวดัง บน Facebook คลิกที่นี่!!