หน้าแรก อาชญากรรม คดีเกาะเต่า คืบหน้า อัยการสั่งฟ้อง2ผู้ต้องหา ตอกย้ำสำนวนตร.ไม่มั่ว

คดีเกาะเต่า คืบหน้า อัยการสั่งฟ้อง2ผู้ต้องหา ตอกย้ำสำนวนตร.ไม่มั่ว

เป็นอีกคดีที่สังคมจับตามองและให้ความสนใจ สำหรับเหตุฆาตกรรม 2 นักท่องเที่ยวชาวอังกฤษบนเกาะเต่า อ.เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ ธานี เหตุเกิดวันที่ 15 ก.ย.ที่ผ่านมา

ส่วนหนึ่งเพราะเหยื่อเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติ อีกส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะพฤติกรรมการก่อเหตุของคนร้ายที่ลงมืออย่างโหดเหี้ยม

ก่อน นำมาสู่การจับกุม นายเวพิว หรือ วิน อายุ 21 ปี นายซอลิน หรือโซเรน อายุ 21 ปี คนงานชาวพม่าที่ทำงานอยู่บนเกาะและเป็น ผู้ต้องหาสังหารโหด

เพราะจากพยานหลักฐานที่มัดแน่น ทั้งผลตรวจพิสูจน์ดีเอ็นเอที่ตรงกับคราบอสุจิในศพแหม่มสาว และบางจุดบนร่างกาย

รวม ถึงภาพวงจรปิดของร้านสะดวกซื้อที่จับภาพขณะเพื่อนของผู้ต้องหาเข้ามาซื้อ บุหรี่ ซึ่งตรงกับก้นบุหรี่ที่พบตกอยู่บนชายหาดในจุดเกิดเหตุ

ทั้งหมดจึงยากที่ 2 ผู้ต้องหาจะดิ้นหลุด ก่อนยอมเปิดปากให้การรับสารภาพว่าเป็นฆาตกรสังหาร 2 นักท่องเที่ยว

แม้ในช่วงที่ตำรวจรวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อส่งฟ้องต่ออัยการ อาจมีคำถามหรือข้อสังเกตมากมายเกี่ยวกับคดีที่เกิดขึ้น

เกิดกระแสโจมตีตำรวจอย่างหนักในโซเชี่ยลมีเดีย

แต่จากพยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ที่พิสูจน์และให้ความกระจ่างอย่างแน่ชัด ทำให้ล่าสุดอัยการพิจารณาสั่งฟ้องต่อศาลจังหวัดเกาะสมุย

อัยการสั่งฟ้องคดีฆ่า 2 ฝรั่งเกาะเต่า

คดีนี้ตำรวจใช้เวลา 18 วันนับจากวันเกิดเหตุสยอง ในการคลี่คลายคดีและจับกุมคนร้ายที่ก่อเหตุ

โดย วันที่ 3 ต.ค. เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมนายเวพิว และนายซอลิน สองคนงานชาวพม่าที่สังหาร 2 นักท่องเที่ยวชาวอังกฤษมาดำเนินคดีตามกฎหมาย

สอบสวนผู้ต้องหาทั้ง 2 คนให้การรับสารภาพกับความผิดที่ทำลงไป ก่อนพนักงานสอบสวนจะสรุปสำนวนและส่งให้อัยการพิจารณา

แต่ต่อมาอัยการแจ้งให้ตำรวจสอบสวนในบางประเด็นของคดีที่ยังไม่ชัดเจน ซึ่งไม่เกี่ยวข้องหรือกระทบกับรูปคดีโดยรวม

จากนั้นพนักงานสอบสวนได้เร่งสอบสวนเพิ่มเติม และส่งรายละเอียดของคดีให้อัยการพิจารณาอีกครั้ง

กระทั่ง ในวันที่ 4 ธ.ค. นายไพบูลย์ อาชวานันทกุล อัยการจังหวัดเกาะสมุย ได้ยื่นฟ้องนายซอลิน หรือโซเรน และนายเวพิว หรือวิน เป็นจำเลยที่ 1 และ 2 ต่อศาลจังหวัดเกาะสมุย

โดยรายละเอียดคำฟ้องระบุความผิดสรุปว่า เมื่อวันที่ 15 ก.ย.ที่ผ่านมา เวลากลางคืน จำเลยทั้งสองได้บังอาจร่วมใช้จอบ 1 เล่ม เป็นอาวุธ ตีและฟันทำอันตรายต่อชีวิต โดยมีเจตนาฆ่านายเดวิด มิลเลอร์ จำนวนหลายครั้ง ที่บริเวณศีรษะและใบหน้า จนเป็นเหตุให้ นายเดวิด ถึงแก่ความตายสมดังเจตนาของจำเลยทั้งสอง

นอกจากนี้ จำเลยยังบังอาจร่วมกันข่มขืนกระทำชำเรา น.ส.ฮันนาห์ วิกตอเรีย วิตเทอร์ริกจ์ โดยร่วมกันใช้กำลังประทุษร้าย จับ กอดรัดลำตัว ใช้มือชกต่อยใบหน้าและร่างกาย และใช้จอบ 1 เล่ม เป็นอาวุธตีทำร้ายน.ส.ฮันนาห์ ถูกบริเวณร่างกาย จนเป็นเหตุให้น.ส.ฮันนาห์ สลบไม่รู้สึกตัวและอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้

แล้วจำเลยทั้งสองเพื่อสนองความใคร่ของตน ได้บังอาจร่วมกันผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนข่มขืนน.ส.ฮันนาห์ จนสำเร็จความใคร่

โดย ร่วมกันกระทำผิดด้วยกันอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง แล้วจำเลยทั้งสองได้ร่วมกันฆ่าน.ส.ฮันนาห์ จนถึงแก่ความตาย เพื่อปกปิดความผิดที่จำเลยทั้งสองได้กระทำไว้

นอกจากนี้ จำเลยที่ 2 ยังบังอาจลักเอาทรัพย์เครื่องโทรศัพท์มือถือ 1 เครื่อง ราคา 15,000 บาท และแว่นตากันแดด 1 อัน ราคา 1,000 บาท รวมทรัพย์ 2 รายการ เป็นเงิน 16,000 บาท ของนายเดวิดไป เหตุเกิด ที่ต.เกาะเต่า อ.เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี

ต่อมาเมื่อวันที่ 3 ต.ค. เจ้าพนักงานจับกุมจำเลยทั้งสองได้ พร้อมของกลางโทรศัพท์มือถือ 1 เครื่อง และจอบ 1 เล่ม

ในชั้นสอบสวนเดิมจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ แต่ต่อมาจำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

โดยขอให้ศาลลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83, 91, 276, 288, 289, 334, 335 และพ.ร.บ.ตรวจคนเข้าเมืองฯ

ท้าย คำฟ้องยังระบุด้วยว่า อนึ่งหากจำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราว โจทก์ขอคัดค้าน เนื่องจากคดีนี้พฤติการณ์คดีร้ายแรงกระทบภาพลักษณ์ของประเทศและการท่อง เที่ยว ก่อให้เกิดความเสียหาย ด้านเศรษฐกิจการท่องเที่ยวอย่างมาก

อีก ทั้งจำเลยทั้งสองเป็นชาวต่างชาติหากปล่อยตัวชั่วคราวเกรงจะหลบหนี ยากแก่การติดตามตัวมาดำเนินคดี ขอให้ศาลได้โปรดลงโทษจำเลยทั้งสองในสถานหนักด้วย

เอาผิด 2 ผู้ต้องหา 6 ข้อหาหนัก

ขณะ ที่ นายวันชัย รุจนวงศ์ โฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด เปิดเผยว่า พนักงานอัยการสำนักงานอัยการจังหวัดเกาะสมุย ยื่นฟ้องนายซอลิน และนายเวพิว หรือวิน เป็นจำเลยที่ 1 และ 2 ต่อศาลจังหวัดเกาะสมุย

ในฐานความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น ร่วมกันฆ่าผู้อื่นเพื่อปกปิดความผิดของตน เพื่อหลีกเลี่ยงให้พ้นอาญาในความผิดอื่นที่ตนได้กระทำไว้

ร่วม กันข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นโดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยผู้อื่นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ โดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง

เป็นบุคคล ต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักร โดยไม่ผ่านช่องทางตรวจคนเข้าเมืองและอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83, 91, 276, 288, 289 และพ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มาตรา 4, 5, 7, 11, 12, 18, 58, 62 และ 81

ขณะที่นายเวพิว จำเลยที่สอง อัยการยังยื่นฟ้องเพิ่มอีกหนึ่งข้อหาฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืนตามประมวล กฎหมายอาญามาตรา 334 และ 335 จากกรณีที่นายเดวิด และน.ส.ฮันน่าห์ ถูกฆาตกรรมเสียชีวิตบริเวณหาดทรายรี ต.เกาะเต่า อ.เกาะพะงัน

รวมดำเนินคดีจำเลยทั้งสอง 6 ข้อหา

ทั้งนี้ตามฟ้องของพนักงานอัยการนั้น มีความเห็นบางส่วนที่แตกต่างจากความเห็นของพนักงานสอบสวนใน 2 ประเด็นคือ

1.การ เสียชีวิตของน.ส.ฮันนาห์ ไม่ได้เป็นผลมาจากการร่วมกันข่มขืนกระทำชำเรา แต่เป็นการถูกฆาตกรรมเพื่อปกปิดความผิด ดังนั้นในชั้นสั่งคดี อัยการจึงสั่งไม่ฟ้องนายซอลินและนายเวพิว ในข้อหาร่วมกันข่มขืนกระทำชำเรา อันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย

แต่ได้ สั่งฟ้องทั้งสองคนในความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น เพื่อปกปิดความผิดอื่นของตน เพื่อหลีกเลี่ยงให้พ้นอาญาในความผิดอื่นที่ตนได้กระทำไว้แทน

และประเด็นที่ 2 เนื่องจากตามพยานหลักฐานในคดีปรากฏชัดว่ามีเพียงนายเวพิวที่ได้กระทำการลักทรัพย์โทรศัพท์มือถือของผู้ตาย

ดังนั้นอัยการจึงไม่ฟ้องนายซอลิน ในความผิดฐานนี้

โดย ในวันที่ 8 ธ.ค. เวลา 09.00 น. ศาลจะเบิกตัวจำเลยทั้ง 2 คนจากเรือนจำอำเภอเกาะสมุย มาสอบถามตามคำให้การว่า ที่อัยการฟ้องทั้ง 6 ข้อกล่าวหาจะรับหรือปฏิเสธ ซึ่งผู้ต้องหาก็มีสิทธิ์ที่จะรับหรือปฏิเสธ

แม้ว่าคดีนี้ยังจะต้องผ่านการพิสูจน์ในชั้นศาลต่อไป

แต่ในชั้นนี้ เมื่ออัยการทำหน้าที่กลั่นกรองพยานหลักฐานที่ตำรวจดำเนินการแล้ว ได้มีความเห็นว่าเพียงพอจะส่งฟ้องเพื่อนำคดีสู่ชั้นศาล

เป็นเครื่องยืนยันได้ส่วนหนึ่งว่า ตำรวจไม่ได้จับมั่วดังที่ถูกสร้างกระแสโจมตีอย่างหนักหน่วงเลย

“ผู้ใหญ่วอ”ย้ำลูกไม่เกี่ยว-ครอบครัวบริสุทธิ์

ใน ช่วงเกิดเหตุฆ่า 2 นักท่องเที่ยวชาวอังกฤษบนเกาะเต่า มีชื่อของนายวรพันธ์ ตู้วิเชียร หรือผู้ใหญ่วอ เจ้าของเอซีบาร์ ซึ่งผู้ตายเข้าไปเที่ยวก่อนถูกฆ่าเสียชีวิต และนายวรท ตู้วิเชียร ลูกชายผู้ใหญ่วอ ตกเป็นผู้ต้องสงสัยและถูกกล่าวหาเกี่ยวข้องกับคดี แต่ต่อมามีพยานบุคคลและหลักฐานเป็นภาพจากกล้องวงจรปิดยืนยันว่า ทั้ง 2 คนเป็นผู้บริสุทธิ์และไม่เกี่ยวข้องกับคดี

โดยนายวรพันธ์ ตู้วิเชียร หรือผู้ใหญ่วอ เจ้าของเอซีบาร์ กล่าวว่า ขอยืนยันอีกครั้งว่าครอบครัวบริสุทธิ์และลูกชายไม่เกี่ยวข้องกับคดีที่เกิด ขึ้นกับ 2 นักท่องเที่ยวชาวอังกฤษบนเกาะเต่า แต่ที่ผ่านมากลับได้รับผลกระทบอย่างไม่รู้อีโหน่อีเหน่ด้วย ส่วนหนึ่งมาจากสังคมออนไลน์ที่นำข้อมูลไม่ตรงกับข้อเท็จจริงไปตีแผ่และขยาย ความ จนเรื่องราวลุกลามบานปลายและสร้างผลกระทบกับครอบครัวอย่างมาก ทั้งที่ความจริงในวันเกิดเหตุลูกชายไม่ได้อยู่บนเกาะเต่า แต่กำลังเรียนหนังสืออยู่ที่กรุงเทพฯ โดยมีหลักฐานเป็นภาพวงจรปิดของหอพักยืนยันได้ ซึ่งข้อมูลในส่วนนี้ได้ให้เจ้าหน้าที่ไปหมดแล้ว

นาย วรพันธ์กล่าวอีกว่า แม้ครอบครัวได้รับผลกระทบจากระแสข่าวทางสังคมออนไลน์ ตนก็ไม่เคยตอบโต้ แต่พอไม่โต้ตอบกลายเป็นว่าเกิดความไม่เข้าใจ แถมเรื่องยังลุกลามมากขึ้น ซึ่งในช่วงเกิดเหตุครอบครัวเครียดมาก จนมาถึงตอนนี้ก็ยังโดนสังคมออนไลน์กล่าวหาอยู่ ซึ่งส่วนตัวไม่เข้าใจเช่นกันว่าเหตุใดจึงมีความพยายามทำเรื่องที่ไม่ใช่ให้ เป็นเรื่องที่ใช่ให้ได้ ทั้งที่ความจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น ตอนนี้จึงคิดเพียงว่าอาจเป็นวิบากกรรม ขณะที่ลูกชายก็เตรียมบวช เพราะรู้สึกไม่ไหวกับสังคม

“หลังเกิดเหตุมีโอกาสเข้าพบ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร. ซึ่งท่านเข้าใจและทราบว่าในวันเกิดเหตุลูกชายไม่ได้อยู่ในพื้นที่ ความจริงในช่วงเกิดเหตุเจ้าหน้าที่น่าจะมาถามรายละเอียดและข้อมูลทั้งหมด ก่อนว่าลูกชายอยู่ในพื้นที่หรือไม่ ซึ่งหากมาถามกันก่อน เรื่องราวคงไม่เกิดปัญหาเช่นนี้ ส่วนหนึ่งอาจมาจากความไม่เข้าใจกัน ทั้งในส่วนของเจ้าหน้าที่ของบช.ภ.8 และตำรวจจากส่วนกลางที่มาทำคดี” นายวรพันธ์กล่าว

นายวรพันธ์กล่าวเพิ่มเติมว่า ส่วนกรณีที่อัยการสั่งฟ้อง 2 ผู้ต้องหาต่อศาลจังหวัดเกาะสมุยนั้น หลังจากนี้ก็ต้องว่ากันไปตามขั้นตอน และเป็นดุลพินิจของศาลที่จะพิจารณา

ติดตามข่าวด่วน เกาะกระแสข่าวดัง บน Facebook คลิกที่นี่!!