หน้าแรก อาชญากรรม 10 วิธีการฟอกเงิน ของเหล่าอาญชากร ในเมืองไทย

10 วิธีการฟอกเงิน ของเหล่าอาญชากร ในเมืองไทย

การฟอกเงินหรือการแปรสภาพเงิน (money laundering) เป็นการกระทำใด ๆ เพื่อปกปิดหรืออำพรางแหล่งที่มาของเงินที่ได้มาโดยมิชอบโดยการแปรหรือเปลี่ยนสภาพ “เงินสกปรก” ให้เป็นเงินสะอาดเพื่อพรางให้เห็นว่า เงินนั้นได้มาโดยถูกต้องตามกฎหมาย

การฟอกเงิน อธิบายภาษาชาวบ้านก็คือ การที่นำเงินที่ผิดกฏหมาย/แสดงที่มาที่ไปไม่ได้ เช่น เงินจากการคอรัปชั่น เงินจากการค้ายา นำมาเข้าระบบเช่น นำมาหมุนในธุรกิจรับแลกเปลี่ยนเงินตรา หรือ นำมาหมุนในธุรกิจปกติ เช่นนำมาขยายสาขาสินค้า/บริการ

หากเป็นแบบที่ซับซ้อนขึ้นมาอีกก็ เช่น โดยการโอนเงินผ่านธนาคารต่างประเทศหรือผ่านธุรกิจของคนกลาง หรือนำเงินฝากไว้ในบัญชีลับแล้วนำมาปั่นหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ รวมตลอดถึงการนำเงินนั้นไปลงทุนในธุรกิจ หรือกิจการค้าที่ถูกกฎหมาย

อีกประการหนึ่ง จากภาพการคอร์รัปชั่นอย่างมโหฬารของรัฐบาลที่ผ่านมา ทำให้กระแสสังคมส่วนใหญ่มั่นใจว่าเรื่องนี้ไม่ใช่สิ่งที่เหนือความคาดหมาย อีกทั้งการฟอกเงินจากการทุจริตคอร์รัปชั่น ก็ดูจะไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับแวดวงการเมืองไทย ซึ่งหากสาวลึกลงไปก็จะเห็นถึงสารพัดวิธีการที่เหล่า อาชญากร อาชญากรในคราบนักการเมือง หรือข้าราชการชั่วเหล่านี้นำมาใช้เพื่อผ่องถ่ายและฟอกเงินทุจริตให้กลายเป็นทรัพย์สินที่ขาวสะอาดปราศจากมลทิน

เรามาดูกันดีกว่าว่า 10 วิธีการฟอกเงินของเหล่าอาชญกรชั่ว ในเมืองไทยเขาทำกันอย่างไรบ้าง

1. ซุกซ่อนเงินที่ผิดกฎหมายนี้ไว้ก่อน เพื่อรอเวลานำออกมาใช้

เช่นการฝังดิน เก็บไว้ในห้องลับ รอเวลาทะยอยนำออกมาใช้ หรือแปรสภาพตามเงื่อนไขและสถานการณ์ที่ต้องใช้้เงิน วิธีนี้เป็นวิธีหลักๆพื้นฐานเลย เพราะเหล่าอาชญากรมักจะมีเงินมากมายอยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องนำเงินที่ได้มาอย่างผิดกฏหมายออไปใช้่โดยทันที
เงินล้าน

2. นำเงินไปซื้อทองคำ

เป็นก็วิธีที่นิยมอันดับต้นๆ แต่ต้องเป็นการทะยอยซื้อที่ละเล็กน้อย เพื่อไม่ให้เป็นที่สังเกต แต่หากเป็นพวกอาชญากรที่มีเครือข่ายเส้นสาย จะใช้วิธีที่เรียกว่า ไซฟ่อนเงิน โดยใช้ ‘โพยก๊วน’ ผ่านร้านทอง และบริษัททัวร์ (การโอนเงินนอกระบบ ผ่าน “ตัวแทนหักบัญชี” ซึ่งทำหน้าที่เป็นคนกลางเสมือนเป็นนายธนาคารในการรับโอนหรือส่งมอบเงินให้แก่บุคคลที่ผู้ใช้บริการโพยก๊วนระบุ ซึ่งผู้รับเงินอาจจะเป็นผู้ใช้บริการโพยก๊วนเอง หรือบุคคลอื่นๆที่ผู้ใช้โพยก๊วนระบุไว้ก็ได้ โดยผู้ที่มีสิทธิจะได้รับเงินจะต้องเป็นบุคคลที่มี ‘หลักฐานการรับเงิน’ ที่เรียกกันว่า ‘โพย เท่านั้น) ซึ่งจะมีร้านทองในเยาวราช ซึ่งจะมีอยู่ 4-5 ร้านที่รับทำโพยก๊วน และบริษัททัวร์ อักษรย่อ ร.
นำเงินไปซื้อทองคำ

3. นำเงินใส่ในบัญชีลับและนำมาปั่นหุ้นในตลาดหุ้น

วิธีนี้อาชญากรจะมีเครือข่ายพวกพ้องที่เป็นกลุ่มทุนใหญ่ การฟอกเงินผ่านตลาดหุ้นนั้นง่ายมาก โดยซื้อหุ้นในเมืองไทย ในชื่อใครก็แล้วแต่ แล้วก็โอนไปรวมอยู่ 1 พอร์ต ส่วนใหญ่เขาจะซื้อหุ้นของบริษัทตัวเอง หรือหุ้นที่มีอยู่ในมือเขาเอง โดยเลือกหุ้นตัวใหญ่ที่ราคาเคลื่อนไหวไม่มาก ซื้อเสร็จก็เอาไปรวมอยู่ในพอร์ตเดียวกัน เช่น 10 ล้านหุ้น เป็นเงินรวม 2 พันล้านบาท ซื้อ ปตท. หุ้นละ 300 บาท ซื้อ 1 ล้านหุ้นก็ 300 ล้านบาท จากนั้นก็ไปเปิดบัญชีไว้ที่เมืองนอก แล้วเซ็นโอนหุ้นไปอีกพอร์ตหนึ่ง คือแค่เซ็นแกร๊กเดียวหุ้นของเขาก็ไปอยู่ที่เมืองนอกแล้ว แล้วก็ให้พวกเดียวกันมาซื้อหุ้นของตัวเองในต่างประเทศ เพื่อที่จะได้มีหลักฐานการรับเงินที่โน่น เงินนี่ก็ฟอกผ่านตลาดหุ้นเรียบร้อยแล้ว เป็นการฟอกเงินโดยมีกฎหมายรองรับ
นำเงินใส่ในบัญชีลับและนำมาปั่นหุ้นในตลาดหุ้น

4. นำเงินสกปรกไปลงทุนในธุรกิจหรือกิจการค้าที่ชอบด้วยกฎหมาย

อาชญากรจะนำเงินที่ได้มาโดยมิชอบ ไปลงทุนในกิจการต่างๆ เพื่อแปลงสภาพให้ได้ผลกำไร หรือวิธีการเงินต่อเงิน นั่นเอง เพียงแต่เป็นการเอาเงินชั่วไปต่อให้ได้มาซึ่งเงินสะอาด อาจจะลงทุนภายใต้ชื่อของตนเอง หรือเป็นหุ้นส่วนใหญ่ที่ไม่แสดงตัวต่อสาธารณะ หรือกระจายเงินให้ลูกน้องไปลงทุนในธุรกิจของตนเอง
Silhouette-of-Business-Peoplemen-vector

5. รับจำนอง-ขายฝากที่ดิน ทรัพย์สิน

เนื่องจากมีเงินสดจำนวนมากในมือ จึงใช้วิธีให้ปล่อยรับจำนองทรัพย์สินต่างๆ เช่น บ้าน ที่ดิน รถยนต์ และหากมีการหลุดจำนอง ก็นำทรัพย์สินไปขายกลับมาเป็นเงินสะอาด และยังทำกำไรได้อีกต่อหนึ่งด้วย
รับจำนอง-ขายฝากที่ดิน

6. จ่ายเป็นส่วยให้เจ้าหน้าที่รัฐ เพื่อเปิดช่องทางทำผิดกฏหมายต่อไปเรื่อยๆ

อาชญากรจะใช้เงินเพื่อกรุยทางสร้างผลประโยชน์ต่อเนื่องให้ตนเอง ตามแต่ช่องทางจะเอื้อให้มีการสมรู้ร่วมคิดในการทำผิด เช่นหากเป็นบ่อนการพนันก็มีการจ่ายส่วยให้กับตำรวจในท้องที่ หากเป็นการขนยาเสพติด ก็จะเป็นการจ่ายให้กับผู้ดูแลเส้นทางลำเลียง หรือด่านตรวจต่างๆ
จ่ายเป็นส่วยให้เจ้าหน้าที่รัฐ

7. นำไปซื้อเสียงทางการเมือง

หากอาชญากรเป็นนักการเมือง หรือมีเครือข่ายทางการเมือง ก็จะนำเงินส่วนนี้ไปสนับสนุนกลุ่มการเมือง ในการซื้อเสียง วิธีนี้จะทำให้ได้มาซึ่งอำนาจที่จะเอื้อประโยชน์ให้กับตนเองและพวกพ้องในอนาคต ซึ่งถือเป็นการฟอกเงินทางอ้อมอีกวิธีหนึ่ง
ซื้อเสียง

8. นำไปเล่นการพนัน

ถ้าเป็นโจรตัวเล็กที่อยากฟอกเงินไม่กี่สิบล้านบาทจะนิยมไปเล่นบ่อนตามชายแดน จะเดินทางไปเล่นหลายๆ ครั้ง ฟอกเงินครั้งละไม่กี่ล้านบาท
ส่วนใหญ่พวกนี้จะชอบเล่นไพ่อยู่แล้ว เล่นเสียก็ไม่เป็นไรเพราะเงินหาง่าย แต่ถ้ามือขึ้นเล่นได้เยอะก็รีบแลกชิพกลับเป็นเงินที่ถูกต้องเพราะได้มาจากชนะพนัน

แต่ถ้าเป็นขาใหญ่วิธีเล่นจะแนบเนียนมากกว่าเช่น ไปเปิดบริษัททำการค้าที่เมืองนอก ทั้งฮ่องกง สิงคโปร์ อเมริกา จากนั้นก็โอนเงินไปทำธุรกิจ เช่น ซื้อสินค้าเข้าเมืองไทยต้นทุนชิ้นละ
1,000 บาท อ้างในเอกสารว่าต้นทุน 1 หมื่นบาท เอาเงินที่เหลือจ่ายอีก 9,000 บาทไปเก็บไว้ในธนาคารต่างประเทศ พอถึงเวลาที่เหมาะสมก็โอนเงินไปบ่อนกาสิโนขอเล่นพนัน
พอเล่นได้ก็แลกชิพโอนเงินกลับมาเมืองไทยถือเป็นเงินสะอาดทันที

เล่นการพนัน

9. นำไปซื้ออสังหาริมทรัพย์ และโอนกรรมสิทธิ์ให้บุคคลใกล้ชิด

วิธีนี้เป็นการฟอกเงิน โดยเปลี่ยนเงินผิดกฏหมายให้เป็นทรัพย์สินที่ถูกต้อง และอำพรางปกปิดเพื่อไม่ให้เป็นที่ผิดสังเกตโดยการกระจายกรรมสิทธ์ิในการถือครองไปยังญาติสนิท คนใกล้ชิด
ซื้ออสังหา

10. นำไปก้อนใหญ่ไปกระจายเปิดบัญชี ในชื่อคนอื่น

เพื่อไม่ให้เป็นการผิดสังเกต อาชญากรจะนำเงินก้อนใหญ่ แบ่งกระจายให้ญาติสนิท หรือภรรยาที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรส หรือคนใช้ ลูกน้องที่อยู่ในอาณัติ เปิดบัญชีเงินฝากหลายๆบัญชี เพื่อกระจายเงินให้เป็นก้อนเล็กลง ไม่ให้เป็นที่สังเกตจากบรรดาธนาคารและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง จากนั้นจึงค่อยรอเวลานำเงินมาใช้ตามโอกาสที่ต้องการต่อไป
book_bank

สถิติ “เงินน่าสงสัย”
ข้อมูลจาก ปปง.ระบุว่า เดือนสิงหาคม 2554 ได้รับรายงานจากสถาบันการเงินว่า มีการทำธุรกรรมการเงินที่มีเหตุอันควรสงสัยทั้งสิ้น 5,864 ครั้ง แต่ถ้ารวมข้อมูลกว่า 10 ปี ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2543-สิงหาคม 2554 มีรายงานธุรกรรมน่าสงสัยทั้งสิ้น 1.53 ล้านครั้ง

ติดตามข่าวด่วน เกาะกระแสข่าวดัง บน Facebook คลิกที่นี่!!